นิพพานเป็นอย่างไร กระทู้สนทนา ศาสนาพุทธ ในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า 0 0 ความคิดเห็นที่ 1. นิพพานเป็นอย่างไร กระทู้สนทนา ติดตาม ศาสนาพุทธ ในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า 0 0 สมาชิกหมายเลข 7881572 1 ชั่วโมงที่แล้ว ------ https://pantip.com/topic/42367614/desktop . . จุดหมายปลายทางของศาสนาพุทธ คือไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว หมายถึงไปนิพพานใช่ไหม ครัย --------- ความจริง เป้าหมาย คือ การพ้นทุกข์ทั้งมวล คือ พ้นทั้งทุกข์ทางใจ ในชาติปัจจุบัน และพ้นทุกข์ทั้งทางกายและใจ ในอนาคต และนิพพานอยู่ที่ไหน อยู่บนสวรรค์ ---------- นิพพาน คือ สภาวะสงบ สันติสุข ที่รับรู้ด้วยจิตใจ (เหมือนที่ใจ การรับรู้ความสุข ความทุกข์) คือ เมื่อ จิต มีสติ ดู ร่างกาย หรือจิต(เวทนา จิต ธรรม(สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ) เห็นการเกิดดับ ไม่คงที่ตลอดเวลา จึงรู้ว่า กายและจิต ไม่คงที่ ไม่คงทน(วิปัสสนาญาณ) จะนับ ณ กายหรือจิตใดๆ ณ เวลาใดๆ ส่าเป็นตัวตนก็ไม่ได้ เมื่อ เห็นความจริง จิตก็ ปล่อยวาง ความยึดถือผิดว่า กายและจิต เป็นตน มรรค 8 ประการ รวมตัวกันในจิต (มัคคสมังคี, มัคคจิต, มัคคญาณ), ตัดกิเลส ที่มีในจิต แต่ละขั้น(4ขั้น) แล้วจิต รับรู้ สภาวะสงบสันติสุข (นิพพาน) นี้ (ผลจิต, จิตญาณ) ทันที เมื่อตัดกิเลส 4 ขั้นแล้ว ก็ไม่มีความยึดถือที่ผิดว่ากายและจิตเป็นตน จิตใจสงบร่มเย็นเย็นตลอดเวลา(เพราะไม่มีเหตุ ทำให้เกิดความทุกข์ใจเลย) เป็นบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคมสูงสุด เพราะไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย ทำประโยชน์แก่คนอื่น -------- (มรรค(มีองค์ประกอบด้านจิตใจ 8 ประการ)รวมกันในจิตใจเป็นหนึ่งเดียว(มัคคสมังคี, มัคคจิต, มัคคญาณ(อ่านว่า ยาน)) ตัดกิเลส แต่ละขั้น 4 ขั้น มรรค(มีองค์8) เป็นสภาวะทางจิต จึงรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ในจิตได้ เช่น เจตนา ละเว้นจากการ...ทำผิดทางกาย วาจา https://abhidhamonline.org/aphi/p9/099.htm (หน้านี้ คือหน้าที่99) แล้วจิต สัมผัสรับรู้ความสงบสันติสุข(นิพพาน)(จากการหมดความเร่าร้อนของกิเลสและผลของกิเลส) ทันที (ผลจิต, ผลญาณ(อ่านว่า ยาน), บรรลุธรรม) https://abhidhamonline.org/aphi/p9/100.htm (หน้านี้ คือหน้าที่100) ---------- . . และนิพพานอยู่ที่ไหน อยู่บนสวรรค์ หรือไม่มีที่อยู่ ----------- นิพพาน เป็น สภาวะสงบสันติสุข รับรู้ด้วยใจ (เหมือนความสุข ทุกข์ ที่รับรู้ด้วยใจ) (หลังการตัดกิเลสแต่ละขั้น หรือ เมื่อต้องการรับรู้อีก ก็เข้า ผลฌาน) และจิตใจ ที่รู้ความจริง ตัดกิเลส(และรับรู้ นิพพาน) แล้ว เมื่อออกมาสู่ ภาวะปกติ ก็ไม่มีความทุกข์ร้อนใจ(ว่ามีอะไรมากระทบตน) ใจสงบร่มเย็น ทำภาระกิจ ต่างๆ ด้วยความมีสติ ให้ถูกต้อง ตลอดเวลา นิพานคือที่ที่มีแต่ความสุข หรือที่ที่มีแต่ความว่างเปล่า ------- เป็น สภาวะสงบ สันติสุข ที่รับรู้ด้วยใจที่ตัดกิเลสแต่ละขั้นแล้ว หรือ เข้าผลญาณ . . แก้ไขข้อความเมื่อ 10 มกราคม เวลา 18:50 น. ตอบกลับ 0 1 วงกลม 10 มกราคม เวลา 18:46 น. Mahasati Neo ถูกใจ ความคิดเห็นที่ 2เป็นความสุข ถาวร ตลอดกาล โดยที่ไม่มีวันลดน้อยถอยลง ไม่มีความทุกข์หลงเหลืออยู่อีกเลย และเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ ประจักษ์แจ้งได้ด้วยตัวเราเอง ลองมาปฏิบัติธรรมตามนี้ครับ https://www.dhamma.com/ ตอบกลับ 0 1 เมฆน้อยคอยดาว 10 มกราคม เวลา 18:47 น. Mahasati Neo ถูกใจ ความคิดเห็นที่ 3อันนี้ฟังมาจากครูบาอาจารย์นะครับ นิพพาน สงบ เย็น สันติ สว่าง ว่างไม่มีขอบเขต เป็นอิสระ สะอาด บริสุทธิ์ มีความสุข ไม่เกิดไม่ดับ เป็นสภาวะที่อยู่เหนือเหตุผลของมนุษย์ ตอบกลับ 0 0 สมาชิกหมายเลข 1261517 10 มกราคม เวลา 18:50 น. ความคิดเห็นที่ 4...นิพพาน..คือ การหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง ความทุกข์สิ้นสุด ไม่เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิใดๆอีก... ตอบกลับ 0 0 ผีเสื้อพเนจร 10 มกราคม เวลา 19:07 น. ความคิดเห็นที่ 5เพี้ยนปักหมุด ตอบกลับ 0 0 นักลงทุนไวไว 10 มกราคม เวลา 19:16 น. ความคิดเห็นที่ 6ไม่มีใครรู้หรอกครับ เพราะทุกคนที่ยังมีชีวิตก็ไม่เคยนิพพาน คนที่นิพพานไปแล้วก็ไม่เคยกลับมาบอกได้ว่าเป็นอย่างไร ตอบกลับ 0 0 zodiac28 10 มกราคม เวลา 20:12 น. ∨ดู 1 ความเห็นย่อย∨ ความคิดเห็นที่ 7ที่ตรงกันคือ หมดทุกข์ในใจโดยสิ้นเชิง และไม่ต้องมาเกิดอีก นอกจากนั้นไม่ค่อยจะตรงกัน ตอบกลับ 0 0 สมาชิกหมายเลข 5727294 10 มกราคม เวลา 21:27 น. ความคิดเห็นที่ 8พระพุทธเจ้าสอนว่า ไม่ต้องทุกข์อีกแล้ว คือการพ้นทุกข์ถาวร ไม่ทุกข์ทางใจ ไม่ทุกข์ทางร่างกาย หรือทางอื่นๆอีกเลย ตอบกลับ 0 0 สมาชิกหมายเลข 1101943 10 มกราคม เวลา 22:06 น. ความคิดเห็นที่ 9...นิพพาน ไม่ใช่สภาวธรรมที่จะเจอหลังจากตายไปแล้ว ...การเจอนิพพานจะเจอในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เท่านั้น แต่บางคน เมื่อเจอนิพพานเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะตายทันที ก็พอมีบ้าง ...การเจอสภาวนิพพาน เรียกว่า ได้บรรลุมรรคผล คือ จิตเห็นนิพพานปรากฏ กิเลสก็ถูกทำลายไปพร้อมๆกันในขณะนั้น เช่น ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะ ได้บรรลุธรรมในตอนเช้าวันวิสาขะ เป็นพระพุทธเจ้า ..นั่นแหละ ตอนนั้นพระองค์ได้เห็นนิพพานแล้ว หลังจากนั้น ทรงมีพระชนมายุต่อมานานอีก ๔๕ ปี ตอบกลับ 1 1 ผีเสื้อพเนจร 10 มกราคม เวลา 22:51 น. วงกลม ซึ้ง ความคิดเห็นที่ 10คือความว่างเปล่า ตอบกลับ 0 0 สมาชิกหมายเลข 2009943 10 มกราคม เวลา 23:30 น. ความคิดเห็นที่ 11สวัสดีครับ "นิพพานเป็นอย่างไร" จขกท.เคยดีใจอะไรมาก ๆ หรือเปล่า เช่น กลัวสอบตก แต่ผลออกมา "สอบผ่าน ได้ขึ้นชั้น" หรือกังวลอะไรหนัก ๆ แล้วปัญหา ได้รับการแก้ไข คลี่คลาย จะเกิดอารมณ์ ดีใจ โล่งใจ ปลอดโปร่งใจ ปิติ ชื่นใจ... นิพพานอารมณ์จะเป็นอย่างนั้น แต่มันจะมากกว่านั้นอีกหลายเท่า ภาษาธรรมเรียก ว่า "วูปสโม สุโข" แปลกันว่า "สุขที่ยิ่งกว่าสุข" และอาการอย่างนั้นมันจะอยู่กับเราแบบ ยาวนานตลอดไป (เพราะทุกข์ตัวสุดท้ายมันหมดแล้ว และจะไม่เกิดทุกข์ขึ้นมาอีก) นิพานเป็นอย่างนี้แหละ....โดยประมาณ ............................................................................................................................ ทางคำภีร์ "นิพพาน" จะแบ่งเป็น 2 อย่าง(สองช่วง) คือ 1.ยังมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติ แบบเรา ๆ แต่สภาวะจิตใจหมดทุกข์แล้ว มีอารมณ์เหมือนที่กล่าวแล้ว เรียก "สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ" 2.ต่อมาคนนั้น "ตาย" จริง ๆ ไม่มีลมหายใจ ตายแบบร่างกายเน่าเปื่อย เรียก "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" และคนนี้จะไม่มาเกิดอีกแล้ว ปล.จะมีอารมณ์ "นิพพาน" ได้ต้องปฎิบัติตามคำสอนของศาสนาพุทธอย่างถูกต้อง หลัก ๆ คือ ต้องพบสัตบุรุษ(ครู อาจารย์) ที่สอนให้ เรารู้จักทำใจ ในใจ(เรียก โยนิโส มนสิการ) เป็น ขอบคุณครับ ตอบกลับ 0 0 จุ๊ด.จุ๊ด 10 มกราคม เวลา 23:48 น. ความคิดเห็นที่ 12คือความอมตะ ในพระไตรปิฎก มีคำนี้เยอะมาก ความอมตะ ตอบกลับ 0 1 สมาชิกหมายเลข 5993621 11 มกราคม เวลา 00:17 น. Mahasati Neo ถูกใจ ความคิดเห็นที่ 13นิพพาน คือคำที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้ และหากศึกษาดี ๆ เราจะพบว่า การจินตนาการถึงนิพพานไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น เราจึงต้องมาดูสิ่งอื่นประกอบด้วย เช่น ผู้เข้าถึงนิพพานนั้นเป็นอย่างไร อันดับแรก นิพพานไม่ใช่การดับสูญ หากนิพพานเป็นการดับสูญ แล้วทำไมจึงต้องมาสอนให้นิพพานกัน และทำไมเมื่อมีผู้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าสอนการขาดสูญ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่าพระองค์สอนการขาดสูญของกิเลสเท่านั้น การกล่าวว่าพระองค์สอนการขาดสูญจึงเป็นเรื่องผิด อีกทั้งนิพพานนั้นมีคุณสมบัติอันวิเศษหลายประการ เช่น มีความเป็นอมตะ มีความเที่ยงแท้ เป็นบรมสุข (ไม่ใช่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์) ผู้ที่เข้าถึงนิพพานก็กลับเป็นผู้เบิกบาน มีสติ มีปัญญาเหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นคุณสมบัติของความขาดสูญที่ไม่ควรจะมีอะไรเลย แต่ปรากฎว่าผู้ที่ถึงฝั่งพระนิพพานแล้ว มักมีคุณสมบัติที่เลิศกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ เช่น มีความประพฤติดี มีปัญญาดี มีฤทธิ์ มีความแตกฉานด้านภาษา เป็นต้น ฉะนั้น ดูจากผู้ที่เข้าถึงนิพพานมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น นิพพานย่อมไม่ใช่อะไรที่เลวร้ายหรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนจินตนาการ เพราะพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ผู้เข้าถึงนิพพาน ล้วนเป็นผู้มีอัธยาศัยอันดีงามและเบิกบาน ไม่ใช่ห่อเหี่ยวไร้อารมณ์ อีกทั้งไม่ใช่การสูญหายไปเฉย ๆ เป็นการสูญหายของเหตุและปัจจัยเท่านั้น สิ่งที่เกิดแต่เหตุ สิ่งนั้นย่อมดับ นั่นคือทุกอย่างที่เรารับรู้ในโลกนี้ แต่นิพพานไม่เคยเกี่ยวข้องกับโลกนี้ นิพพานไม่มีเกิด จึงไม่มีการดับ ทว่านิพพานก็คือนิพพาน ไม่ใช่ความดับสูญและไม่ใช่ตัวตนด้วย เพราะตัวตนมันเกิดได้และดับได้ ในหลายพระสูตรมีการแจกแจงไปว่า ผู้คนยึดตัวตนเพราะเป็นสัตว์บ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นรูปพรหมบ้าง เป็นอรูปพรหมบ้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีวิญญาณเป็นเครื่องรู้ และการยึดตัวตนก็สุดเพียงแค่นี้ แต่พอเลยจากอรูปพรหมไปถึงนิพพานก็ไม่มีการยึดตัวตนแล้ว ที่ไม่ต้องยึดเพราะนิพพานไม่มีปัจจัยใด ๆ ให้หลงผิด ไม่มีปัจจัยใด ๆ ให้สมมติ มันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แต่ถึงจุดนี้เพราะการจินตนาการของคนธรรมดาไปไม่ถึง จึงมีวาทะต่าง ๆ กันไป แปลตำราต่าง ๆ กันไป หรือมีผลการปฏิบัติต่าง ๆ กันไป แต่ไม่จำเป็นต้องไปกล่าวถึงจุดนั้น รู้แค่ว่านิพพานนั้นดีจริงก็พอ เพราะผู้ที่บรรลุถึงนิพพานแล้ว ย่อมเห็นด้วยตนเองว่าไม่มีสิ่งใดเปรียบได้ ไม่ใช่แค่ความดับสูญอย่างที่เราจินตนาการ ไม่ใช่อะไรสักอย่างที่เราจินตนาการจากสิ่งที่เราเคยพบเห็น พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิเสธทิฎฐิของนักปราชญ์ทั้งหลาย เพราะการจินตนาการใด ๆ ในโลกมันไปเทียบเคียงนิพพานไม่ได้นั่นเอง ถ้าจะกล่าวโดยสรุป นิพพานนั้นคือจุดหมายปลายทางของทุกคน และเป็นทุกสิ่งที่ทุกคนต่างแสวงหา ไม่มีใครเลยที่ไปถึงนิพพานแล้วจะไม่พอใจ ไม่ว่าเราจะปรารถนาอะไรในโลกนี้ พอถึงนิพพานแล้วย่อมพอใจเฉพาะนิพพานนั้น เพราะไม่มีอะไรเปรียบได้ แต่ที่เรายังไม่เข้าใจหรือยังไม่อยากปรารถนานิพพาน เพราะเราเคยชินกับสภาพของใจที่มีกิเลสสิงอยู่ในใจ ซึ่งกิเลสคือโลภ โกรธ หลง จะคอยสอนให้เราพอใจและชอบใจกับสิ่งอื่นที่มีสุขเป็นประตูแต่มีปลายทางเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป เปรียบเหมือนโจรที่มีความสุขกับทรัพย์ที่ขโมยมาได้ แต่ก็ต้องคอยหนีตำรวจ คอยหลบซ่อน คอยวางแผนปล้น เอาชีวิตไปเสี่ยงตายกับทรัพย์จำนวนไม่มาก ย่อมไม่เข้าใจความสุขของคนที่ทำมาหากินสุจริตจนฐานะมั่นคงและไม่ต้องคอยระวังตำรวจฉันใดฉันนั้น ความสุขที่มนุษย์แสวงหาก็ฉันนั้น เมื่อเทียบกับนิพพานแล้วเทียบไม่ได้เลย เหมือนฝุ่นที่ปลายเข็ม ไม่สามารถเทียบกับผืนปฐพีอันกว้างใหญ่ได้เช่นนั้น ดังนั้น นิพพานจึงกล่าวได้ว่าเป็นเลิศที่สุด เป็นยอดที่สุด ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนได้ และแน่นอน ที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะมันเป็นสิ่งที่มีสาระ ไม่ใช่สิ่งที่ไร้สาระเหมือนความคิดที่ว่านิพพานแล้วจะดับสูญเหมือนการตายแล้วสูญ เพราะความดับสูญมันหาสาระไม่ได้ ซึ่งตรงข้ามกับนิพพานเลย ความจริงคือทุกสิ่งที่ดับสูญไปล้วนไม่ใช่นิพพาน เพราะนิพพานไม่มีการเกิดและไม่มีการดับ แต่ทว่ามีการเข้าถึงได้อยู่ ตอบกลับ 0 0 พักผ่อน 11 มกราคม เวลา 00:34 น. ความคิดเห็นที่ 14ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรหรอก แต่เข้าถึงได้ยาก ตอบกลับ 0 0 สะพานหมุนติ้ว 11 มกราคม เวลา 01:29 น. ความคิดเห็นที่ 15มีแต่ ใครๆ จะเอา นิพพาน แต่. นิพพาน ไม่เอาใคร ตอบกลับ 0 0 ผ่าน 11 มกราคม เวลา 05:52 น. ความคิดเห็นที่ 16“ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต : คือภาวะที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความคลายกำหนัด (วิราคธรรม) เป็นความดับ . ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ทั้งปวงโดยไม่เหลือ 🔥เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง 🌍🌏🌎 ธรรมเครื่องสลัดตนออกจากโลก. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ฯ" (เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง) ตอบกลับ 0 1 สมาชิกหมายเลข 3459975 11 มกราคม เวลา 07:12 น. Mahasati Neo ถูกใจ ความคิดเห็นที่ 17นิพพานคือ​ อมตะ​ เพราะไม่เกิด​ ไม่แก่​ ไม่เจ็บ​ ไม่ตาย ตอบกลับ 0 2 สมาชิกหมายเลข 7326608 11 มกราคม เวลา 11:34 น. Mahasati Neo ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3402001 ถูกใจ ความคิดเห็นที่ 18ต้องการนิพพานต้องรู้ถูก https://pantip.com/topic/30134196/comment5 สีเล ปติฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเยชฏํ ความว่า นรชาติชายหญิง ผู้มีปัญญาแต่กำเนิด มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสมีปัญญาบริหารจิต เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ตั้งมั่นในศีล อบรมสมาธิและวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น นรชนชาติชายหญิงนี้เท่านั้น จึงจะสามารถสางรกชัฏที่เป็นเสมือนข่ายคือ ตัณหาออกได้ ความหมายของพระนิพพานจาก พระไตรปิฏก อรรถกถา https://pantip.com/topic/31817916/comment1 https://pantip.com/topic/33679699/comment15 นิพพานมี ๒ ประเภท นิพพาน เมื่อกล่าวโดยปริยายแห่งเหตุ(การณูปจารปัจจัย)แล้ว มี ๒ ประเภท คือ ๑. สอุปาทิเสสนิพพาน ได้แก่ นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕ = ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานํ ๒. อนุปาทิเสสนิพพาน ได้แก่ นิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ สภาพของนิพพาน https://abhidhamonline.org/aphi/p6/084.htm อาจารย์ผู้บอกกรรมฐานอย่างน้อยที่สุด ก็ต้องเป็นผู้ไม่เลอะเลือนทั้งในพระไตรปิฎกและอรรถกถา https://pantip.com/topic/38517496/comment9 ตอบกลับ 0 1 สมาชิกหมายเลข 3402001 11 มกราคม เวลา 12:54 น. Mahasati Neo ถูกใจ ความคิดเห็นที่ 19กรณีธรรมกลาย https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/10 https://dharmasamathi.wordpress.com/2013/05/17/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B2-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA/ นิพพานเป็นอนัตตา…..42 นิพพาน ไม่ใช่ปัญหาอภิปรัชญา…..42 แหล่งความรู้ที่ชัดเจนมีอยู่ ก็ไม่เอา กลับไปหาทางเดาร่วมกับพวกที่ยังสับสน…..47 พระพุทธเจ้าตรัสไว้แน่นอนเด็ดขาด ว่าลัทธิถืออัตตาไม่ใช่คำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า…..50 พระไตรปิฎกและอรรถกถาระบุว่า นิพพานเป็นอนัตตา…..53 การหาทางตีความ ให้นิพพานเป็นอัตตา…………60 การใช้ตรรกะที่ผิด เพื่อให้คิดว่านิพพานเป็นอัตตา…..64 การจับคำความที่ผิดมาอ้างเป็นหลักฐาน เพื่อให้นิพพานเป็นอัตตา…..66 เมื่อจำนนด้วยหลักฐาน ก็หาทางทำให้สับสน……68 เมื่อหลักฐานก็ไม่มี ตีความก็ไม่ได้ ก็หันไปอ้างผลจากการปฏิบัติ…..71 เพราะไม่เห็นแก่พระธรรมวินัย จึงต้องหาทางดิ้นรนเพื่อหนีให้พ้นสัจจะ…..73 ความซื่อตรงต่อหลักพระศาสนา และมีเมตตาต่อประชาชน คือหัวใจของการรักษาระบบไตรสิกขาไว้ให้แก่ประชาสังคม…..75 คณะธรรมกลาย คณะแอบจิตและ จิตเที่ยง เป็นอมตะ มหานิรันดร์กาล ตั้งกระทู้ เลี่ยงพระบาลี บิดเบือนพระธรรมวินัย ครับ ให้ จิตเที่ยง และ นิพพาน เป็นอัตตา ตัวตน https://pantip.com/topic/39040011/comment6 ความเห็นผิดสุดโต่ง ๒ สาย (ธรรมกลาย&มโนอิทธิ, พุทธทาส+นักบวชคึก+สันติอโศก) https://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/Y2639614/Y2639614.html ตอบกลับ 0 0 สมาชิกหมายเลข 3402001 11 มกราคม เวลา 12:55 น. ความคิดเห็นที่ 20คือความดับ สุข สงบเย็น ยิ้ม https://m.pantip.com/topic/37487612? ตอบกลับ 0 0 Mahasati Neo 11 มกราคม เวลา 13:13 น. ความคิดเห็นที่ 21คือ บรมสุข ไม่มีสิ่งปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เมื่อไม่เกิดก็จะไม่เสื่อมสลาย และไม่มีการดับสูญ ตอบกลับ 0 0 สมาชิกหมายเลข 869744 11 มกราคม เวลา 14:52 น. ความคิดเห็นที่ 22ถามเรื่องที่เป็นอจินไตย ยิ่งถามยิ่งบ้า เพราะที่อยู่กันในโลกนี้ ไม่เคยมีใครเห็นนิพพาน ถามได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ อย่าว่าคำตอบมโนเลย คำถามก็มโนเพ้อเจ้อ เจ้าหอบเงิน แก้ไขข้อความเมื่อ 12 มกราคม เวลา 19:34 น. ตอบกลับ 0 0 สมาชิกหมายเลข 5107524 12 มกราคม เวลา 12:24 น. ความคิดเห็นที่ 23ขอบคุณครับ

นิพพานเป็นอย่างไร


กระทู้สนทนา

ศาสนาพุทธ

ในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า
0
 
0
 


ความคิดเห็นที่ 1.

นิพพานเป็นอย่างไร
กระทู้สนทนา
ติดตาม
ศาสนาพุทธ
ในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า
0 0
สมาชิกหมายเลข 7881572
1 ชั่วโมงที่แล้ว

------


https://pantip.com/topic/42367614/desktop
.
.

จุดหมายปลายทางของศาสนาพุทธ คือไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว หมายถึงไปนิพพานใช่ไหม

ครัย 

--------- ความจริง เป้าหมาย  คือ การพ้นทุกข์ทั้งมวล

คือ พ้นทั้งทุกข์ทางใจ ในชาติปัจจุบัน และพ้นทุกข์ทั้งทางกายและใจ ในอนาคต




และนิพพานอยู่ที่ไหน อยู่บนสวรรค์

---------- นิพพาน คือ สภาวะสงบ สันติสุข 

       ที่รับรู้ด้วยจิตใจ 


(เหมือนที่ใจ การรับรู้ความสุข ความทุกข์)




    คือ เมื่อ จิต มีสติ ดู ร่างกาย หรือจิต(เวทนา จิต ธรรม(สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ)

     เห็นการเกิดดับ ไม่คงที่ตลอดเวลา 

     จึงรู้ว่า กายและจิต ไม่คงที่ ไม่คงทน(วิปัสสนาญาณ) จะนับ ณ กายหรือจิตใดๆ ณ เวลาใดๆ ส่าเป็นตัวตนก็ไม่ได้



    เมื่อ เห็นความจริง จิตก็ ปล่อยวาง ความยึดถือผิดว่า กายและจิต เป็นตน

      มรรค 8 ประการ รวมตัวกันในจิต

(มัคคสมังคี, มัคคจิต, มัคคญาณ),  

   ตัดกิเลส ที่มีในจิต แต่ละขั้น(4ขั้น)


     แล้วจิต  รับรู้ สภาวะสงบสันติสุข (นิพพาน) นี้ (ผลจิต, จิตญาณ) ทันที

      เมื่อตัดกิเลส 4 ขั้นแล้ว ก็ไม่มีความยึดถือที่ผิดว่ากายและจิตเป็นตน  จิตใจสงบร่มเย็นเย็นตลอดเวลา(เพราะไม่มีเหตุ ทำให้เกิดความทุกข์ใจเลย)

      เป็นบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคมสูงสุด 

     เพราะไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย  ทำประโยชน์แก่คนอื่น

 




--------

(มรรค(มีองค์ประกอบด้านจิตใจ 8 ประการ)รวมกันในจิตใจเป็นหนึ่งเดียว(มัคคสมังคี, มัคคจิต, มัคคญาณ(อ่านว่า  ยาน)) ตัดกิเลส แต่ละขั้น 4 ขั้น

มรรค(มีองค์8) เป็นสภาวะทางจิต  จึงรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ในจิตได้ เช่น

 เจตนา ละเว้นจากการ...ทำผิดทางกาย วาจา



https://abhidhamonline.org/aphi/p9/099.htm

(หน้านี้ คือหน้าที่99)




     แล้วจิต สัมผัสรับรู้ความสงบสันติสุข(นิพพาน)(จากการหมดความเร่าร้อนของกิเลสและผลของกิเลส) ทันที

(ผลจิต, ผลญาณ(อ่านว่า ยาน), บรรลุธรรม)


https://abhidhamonline.org/aphi/p9/100.htm

(หน้านี้ คือหน้าที่100)

----------

.

.




และนิพพานอยู่ที่ไหน อยู่บนสวรรค์ หรือไม่มีที่อยู่ 

-----------       นิพพาน เป็น สภาวะสงบสันติสุข รับรู้ด้วยใจ

(เหมือนความสุข ทุกข์ ที่รับรู้ด้วยใจ)




(หลังการตัดกิเลสแต่ละขั้น หรือ เมื่อต้องการรับรู้อีก ก็เข้า ผลฌาน)




           และจิตใจ ที่รู้ความจริง ตัดกิเลส(และรับรู้ นิพพาน)

แล้ว 

      เมื่อออกมาสู่ ภาวะปกติ  ก็ไม่มีความทุกข์ร้อนใจ(ว่ามีอะไรมากระทบตน)

     ใจสงบร่มเย็น

    ทำภาระกิจ ต่างๆ ด้วยความมีสติ ให้ถูกต้อง ตลอดเวลา 
 




นิพานคือที่ที่มีแต่ความสุข หรือที่ที่มีแต่ความว่างเปล่า

------- เป็น สภาวะสงบ สันติสุข  ที่รับรู้ด้วยใจที่ตัดกิเลสแต่ละขั้นแล้ว หรือ เข้าผลญาณ

.


.
แก้ไขข้อความเมื่อ 10 มกราคม เวลา 18:50 น.
ตอบกลับ
0
 
1
 

วงกลม  
10 มกราคม เวลา 18:46 น.
Mahasati Neo ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 2เป็นความสุข ถาวร ตลอดกาล
โดยที่ไม่มีวันลดน้อยถอยลง
ไม่มีความทุกข์หลงเหลืออยู่อีกเลย
และเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้
ประจักษ์แจ้งได้ด้วยตัวเราเอง

ลองมาปฏิบัติธรรมตามนี้ครับ
https://www.dhamma.com/
ตอบกลับ
0
 
1
 

เมฆน้อยคอยดาว 
10 มกราคม เวลา 18:47 น.
Mahasati Neo ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 3อันนี้ฟังมาจากครูบาอาจารย์นะครับ

นิพพาน

สงบ
เย็น
สันติ
สว่าง
ว่างไม่มีขอบเขต
เป็นอิสระ
สะอาด
บริสุทธิ์
มีความสุข
ไม่เกิดไม่ดับ
เป็นสภาวะที่อยู่เหนือเหตุผลของมนุษย์
ตอบกลับ
0
 
0
 

สมาชิกหมายเลข 1261517 
10 มกราคม เวลา 18:50 น.
ความคิดเห็นที่ 4...นิพพาน..คือ การหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง ความทุกข์สิ้นสุด ไม่เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิใดๆอีก...
ตอบกลับ
0
 
0
 

ผีเสื้อพเนจร 
10 มกราคม เวลา 19:07 น.
ความคิดเห็นที่ 5เพี้ยนปักหมุด
ตอบกลับ
0
 
0
 

นักลงทุนไวไว 
10 มกราคม เวลา 19:16 น.
ความคิดเห็นที่ 6ไม่มีใครรู้หรอกครับ   เพราะทุกคนที่ยังมีชีวิตก็ไม่เคยนิพพาน   คนที่นิพพานไปแล้วก็ไม่เคยกลับมาบอกได้ว่าเป็นอย่างไร
ตอบกลับ
0
 
0
 

zodiac28 
10 มกราคม เวลา 20:12 น.
ดู 1 ความเห็นย่อย
ความคิดเห็นที่ 7ที่ตรงกันคือ  หมดทุกข์ในใจโดยสิ้นเชิง และไม่ต้องมาเกิดอีก   นอกจากนั้นไม่ค่อยจะตรงกัน
ตอบกลับ
0
 
0
 

สมาชิกหมายเลข 5727294
10 มกราคม เวลา 21:27 น.
ความคิดเห็นที่ 8พระพุทธเจ้าสอนว่า ไม่ต้องทุกข์อีกแล้ว คือการพ้นทุกข์ถาวร ไม่ทุกข์ทางใจ ไม่ทุกข์ทางร่างกาย หรือทางอื่นๆอีกเลย
ตอบกลับ
0
 
0
 

สมาชิกหมายเลข 1101943 
10 มกราคม เวลา 22:06 น.
ความคิดเห็นที่ 9...นิพพาน ไม่ใช่สภาวธรรมที่จะเจอหลังจากตายไปแล้ว ...การเจอนิพพานจะเจอในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เท่านั้น แต่บางคน เมื่อเจอนิพพานเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะตายทันที ก็พอมีบ้าง
...การเจอสภาวนิพพาน เรียกว่า ได้บรรลุมรรคผล คือ จิตเห็นนิพพานปรากฏ กิเลสก็ถูกทำลายไปพร้อมๆกันในขณะนั้น  เช่น ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะ ได้บรรลุธรรมในตอนเช้าวันวิสาขะ เป็นพระพุทธเจ้า ..นั่นแหละ ตอนนั้นพระองค์ได้เห็นนิพพานแล้ว  หลังจากนั้น ทรงมีพระชนมายุต่อมานานอีก ๔๕ ปี
ตอบกลับ
1
 
1
 

ผีเสื้อพเนจร 
10 มกราคม เวลา 22:51 น.
วงกลม ซึ้ง
ความคิดเห็นที่ 10คือความว่างเปล่า
ตอบกลับ
0
 
0
 

สมาชิกหมายเลข 2009943  
10 มกราคม เวลา 23:30 น.
 
ความคิดเห็นที่ 11สวัสดีครับ
  
     "นิพพานเป็นอย่างไร"        

       จขกท.เคยดีใจอะไรมาก ๆ หรือเปล่า เช่น กลัวสอบตก  แต่ผลออกมา
"สอบผ่าน ได้ขึ้นชั้น" หรือกังวลอะไรหนัก ๆ  แล้วปัญหา ได้รับการแก้ไข คลี่คลาย
จะเกิดอารมณ์ ดีใจ โล่งใจ  ปลอดโปร่งใจ   ปิติ  ชื่นใจ...

       นิพพานอารมณ์จะเป็นอย่างนั้น   แต่มันจะมากกว่านั้นอีกหลายเท่า  ภาษาธรรมเรียก
ว่า "วูปสโม สุโข" แปลกันว่า "สุขที่ยิ่งกว่าสุข" และอาการอย่างนั้นมันจะอยู่กับเราแบบ
ยาวนานตลอดไป  (เพราะทุกข์ตัวสุดท้ายมันหมดแล้ว และจะไม่เกิดทุกข์ขึ้นมาอีก)
        นิพานเป็นอย่างนี้แหละ....โดยประมาณ
............................................................................................................................
       ทางคำภีร์  "นิพพาน"  จะแบ่งเป็น 2 อย่าง(สองช่วง) คือ

     1.ยังมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติ แบบเรา ๆ แต่สภาวะจิตใจหมดทุกข์แล้ว มีอารมณ์เหมือนที่กล่าวแล้ว เรียก "สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ"
     2.ต่อมาคนนั้น "ตาย" จริง ๆ  ไม่มีลมหายใจ ตายแบบร่างกายเน่าเปื่อย เรียก "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ"  และคนนี้จะไม่มาเกิดอีกแล้ว

      ปล.จะมีอารมณ์ "นิพพาน" ได้ต้องปฎิบัติตามคำสอนของศาสนาพุทธอย่างถูกต้อง  หลัก ๆ คือ ต้องพบสัตบุรุษ(ครู อาจารย์) ที่สอนให้
เรารู้จักทำใจ ในใจ(เรียก โยนิโส มนสิการ) เป็น

             ขอบคุณครับ
ตอบกลับ
0
 
0
 

จุ๊ด.จุ๊ด 
10 มกราคม เวลา 23:48 น.
ความคิดเห็นที่ 12คือความอมตะ ในพระไตรปิฎก มีคำนี้เยอะมาก ความอมตะ
ตอบกลับ
0
 
1
 

สมาชิกหมายเลข 5993621
11 มกราคม เวลา 00:17 น.
Mahasati Neo ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 13นิพพาน คือคำที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้ และหากศึกษาดี ๆ เราจะพบว่า การจินตนาการถึงนิพพานไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น เราจึงต้องมาดูสิ่งอื่นประกอบด้วย เช่น ผู้เข้าถึงนิพพานนั้นเป็นอย่างไร

อันดับแรก นิพพานไม่ใช่การดับสูญ หากนิพพานเป็นการดับสูญ แล้วทำไมจึงต้องมาสอนให้นิพพานกัน และทำไมเมื่อมีผู้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าสอนการขาดสูญ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่าพระองค์สอนการขาดสูญของกิเลสเท่านั้น การกล่าวว่าพระองค์สอนการขาดสูญจึงเป็นเรื่องผิด

อีกทั้งนิพพานนั้นมีคุณสมบัติอันวิเศษหลายประการ เช่น มีความเป็นอมตะ มีความเที่ยงแท้ เป็นบรมสุข (ไม่ใช่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์) ผู้ที่เข้าถึงนิพพานก็กลับเป็นผู้เบิกบาน มีสติ มีปัญญาเหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นคุณสมบัติของความขาดสูญที่ไม่ควรจะมีอะไรเลย แต่ปรากฎว่าผู้ที่ถึงฝั่งพระนิพพานแล้ว มักมีคุณสมบัติที่เลิศกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ เช่น มีความประพฤติดี มีปัญญาดี มีฤทธิ์ มีความแตกฉานด้านภาษา เป็นต้น

ฉะนั้น ดูจากผู้ที่เข้าถึงนิพพานมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น นิพพานย่อมไม่ใช่อะไรที่เลวร้ายหรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนจินตนาการ เพราะพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ผู้เข้าถึงนิพพาน ล้วนเป็นผู้มีอัธยาศัยอันดีงามและเบิกบาน ไม่ใช่ห่อเหี่ยวไร้อารมณ์ อีกทั้งไม่ใช่การสูญหายไปเฉย ๆ เป็นการสูญหายของเหตุและปัจจัยเท่านั้น สิ่งที่เกิดแต่เหตุ สิ่งนั้นย่อมดับ นั่นคือทุกอย่างที่เรารับรู้ในโลกนี้ แต่นิพพานไม่เคยเกี่ยวข้องกับโลกนี้ นิพพานไม่มีเกิด จึงไม่มีการดับ ทว่านิพพานก็คือนิพพาน ไม่ใช่ความดับสูญและไม่ใช่ตัวตนด้วย เพราะตัวตนมันเกิดได้และดับได้

ในหลายพระสูตรมีการแจกแจงไปว่า ผู้คนยึดตัวตนเพราะเป็นสัตว์บ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นรูปพรหมบ้าง เป็นอรูปพรหมบ้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีวิญญาณเป็นเครื่องรู้ และการยึดตัวตนก็สุดเพียงแค่นี้ แต่พอเลยจากอรูปพรหมไปถึงนิพพานก็ไม่มีการยึดตัวตนแล้ว ที่ไม่ต้องยึดเพราะนิพพานไม่มีปัจจัยใด ๆ ให้หลงผิด ไม่มีปัจจัยใด ๆ ให้สมมติ มันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แต่ถึงจุดนี้เพราะการจินตนาการของคนธรรมดาไปไม่ถึง จึงมีวาทะต่าง ๆ กันไป แปลตำราต่าง ๆ กันไป หรือมีผลการปฏิบัติต่าง ๆ กันไป แต่ไม่จำเป็นต้องไปกล่าวถึงจุดนั้น รู้แค่ว่านิพพานนั้นดีจริงก็พอ เพราะผู้ที่บรรลุถึงนิพพานแล้ว ย่อมเห็นด้วยตนเองว่าไม่มีสิ่งใดเปรียบได้ ไม่ใช่แค่ความดับสูญอย่างที่เราจินตนาการ ไม่ใช่อะไรสักอย่างที่เราจินตนาการจากสิ่งที่เราเคยพบเห็น พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิเสธทิฎฐิของนักปราชญ์ทั้งหลาย เพราะการจินตนาการใด ๆ ในโลกมันไปเทียบเคียงนิพพานไม่ได้นั่นเอง

ถ้าจะกล่าวโดยสรุป นิพพานนั้นคือจุดหมายปลายทางของทุกคน และเป็นทุกสิ่งที่ทุกคนต่างแสวงหา ไม่มีใครเลยที่ไปถึงนิพพานแล้วจะไม่พอใจ ไม่ว่าเราจะปรารถนาอะไรในโลกนี้ พอถึงนิพพานแล้วย่อมพอใจเฉพาะนิพพานนั้น เพราะไม่มีอะไรเปรียบได้ แต่ที่เรายังไม่เข้าใจหรือยังไม่อยากปรารถนานิพพาน เพราะเราเคยชินกับสภาพของใจที่มีกิเลสสิงอยู่ในใจ ซึ่งกิเลสคือโลภ โกรธ หลง จะคอยสอนให้เราพอใจและชอบใจกับสิ่งอื่นที่มีสุขเป็นประตูแต่มีปลายทางเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป

เปรียบเหมือนโจรที่มีความสุขกับทรัพย์ที่ขโมยมาได้ แต่ก็ต้องคอยหนีตำรวจ คอยหลบซ่อน คอยวางแผนปล้น เอาชีวิตไปเสี่ยงตายกับทรัพย์จำนวนไม่มาก ย่อมไม่เข้าใจความสุขของคนที่ทำมาหากินสุจริตจนฐานะมั่นคงและไม่ต้องคอยระวังตำรวจฉันใดฉันนั้น ความสุขที่มนุษย์แสวงหาก็ฉันนั้น เมื่อเทียบกับนิพพานแล้วเทียบไม่ได้เลย เหมือนฝุ่นที่ปลายเข็ม ไม่สามารถเทียบกับผืนปฐพีอันกว้างใหญ่ได้เช่นนั้น ดังนั้น นิพพานจึงกล่าวได้ว่าเป็นเลิศที่สุด เป็นยอดที่สุด ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนได้ และแน่นอน ที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะมันเป็นสิ่งที่มีสาระ ไม่ใช่สิ่งที่ไร้สาระเหมือนความคิดที่ว่านิพพานแล้วจะดับสูญเหมือนการตายแล้วสูญ เพราะความดับสูญมันหาสาระไม่ได้ ซึ่งตรงข้ามกับนิพพานเลย ความจริงคือทุกสิ่งที่ดับสูญไปล้วนไม่ใช่นิพพาน เพราะนิพพานไม่มีการเกิดและไม่มีการดับ แต่ทว่ามีการเข้าถึงได้อยู่
ตอบกลับ
0
 
0
 

พักผ่อน  
11 มกราคม เวลา 00:34 น.
ความคิดเห็นที่ 14ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรหรอก  แต่เข้าถึงได้ยาก
ตอบกลับ
0
 
0
 

สะพานหมุนติ้ว 
11 มกราคม เวลา 01:29 น.
ความคิดเห็นที่ 15มีแต่ ใครๆ จะเอา นิพพาน
          
             แต่.

   นิพพาน      ไม่เอาใคร
ตอบกลับ
0
 
0
 

ผ่าน 
11 มกราคม เวลา 05:52 น.
ความคิดเห็นที่ 16“ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต :
คือภาวะที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง
เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความคลายกำหนัด
(วิราคธรรม) เป็นความดับ .

ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ทั้งปวงโดยไม่เหลือ
🔥เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง

🌍🌏🌎
ธรรมเครื่องสลัดตนออกจากโลก.

นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ฯ"
(เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง)
ตอบกลับ
0
 
1
 

สมาชิกหมายเลข 3459975 
11 มกราคม เวลา 07:12 น.
Mahasati Neo ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 17นิพพานคือ​ อมตะ​ เพราะไม่เกิด​ ไม่แก่​ ไม่เจ็บ​ ไม่ตาย
ตอบกลับ
0
 
2
 

สมาชิกหมายเลข 7326608
11 มกราคม เวลา 11:34 น.
Mahasati Neo ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3402001 ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 18ต้องการนิพพานต้องรู้ถูก
https://pantip.com/topic/30134196/comment5

สีเล ปติฐาย นโร สปญฺโญ
จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ
โส อิมํ วิชฏเยชฏํ



ความว่า นรชาติชายหญิง ผู้มีปัญญาแต่กำเนิด
มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสมีปัญญาบริหารจิต
เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ตั้งมั่นในศีล
อบรมสมาธิและวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น นรชนชาติชายหญิงนี้เท่านั้น
จึงจะสามารถสางรกชัฏที่เป็นเสมือนข่ายคือ ตัณหาออกได้


ความหมายของพระนิพพานจาก พระไตรปิฏก อรรถกถา
https://pantip.com/topic/31817916/comment1

https://pantip.com/topic/33679699/comment15

นิพพานมี ๒  ประเภท
                  นิพพาน  เมื่อกล่าวโดยปริยายแห่งเหตุ(การณูปจารปัจจัย)แล้ว มี  ๒  ประเภท  คือ
                 ๑. สอุปาทิเสสนิพพาน   ได้แก่  นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕    = ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานํ
                  ๒. อนุปาทิเสสนิพพาน   ได้แก่  นิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สภาพของนิพพาน
https://abhidhamonline.org/aphi/p6/084.htm

อาจารย์ผู้บอกกรรมฐานอย่างน้อยที่สุด
ก็ต้องเป็นผู้ไม่เลอะเลือนทั้งในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
https://pantip.com/topic/38517496/comment9
ตอบกลับ
0
 
1
 

สมาชิกหมายเลข 3402001  
11 มกราคม เวลา 12:54 น.
Mahasati Neo ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 19กรณีธรรมกลาย
https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/10

https://dharmasamathi.wordpress.com/2013/05/17/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B2-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA/


นิพพานเป็นอนัตตา…..42
นิพพาน ไม่ใช่ปัญหาอภิปรัชญา…..42
แหล่งความรู้ที่ชัดเจนมีอยู่ ก็ไม่เอา กลับไปหาทางเดาร่วมกับพวกที่ยังสับสน…..47
พระพุทธเจ้าตรัสไว้แน่นอนเด็ดขาด ว่าลัทธิถืออัตตาไม่ใช่คำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า…..50
พระไตรปิฎกและอรรถกถาระบุว่า นิพพานเป็นอนัตตา…..53
การหาทางตีความ ให้นิพพานเป็นอัตตา…………60
การใช้ตรรกะที่ผิด เพื่อให้คิดว่านิพพานเป็นอัตตา…..64
การจับคำความที่ผิดมาอ้างเป็นหลักฐาน เพื่อให้นิพพานเป็นอัตตา…..66
เมื่อจำนนด้วยหลักฐาน ก็หาทางทำให้สับสน……68
เมื่อหลักฐานก็ไม่มี ตีความก็ไม่ได้ ก็หันไปอ้างผลจากการปฏิบัติ…..71
เพราะไม่เห็นแก่พระธรรมวินัย จึงต้องหาทางดิ้นรนเพื่อหนีให้พ้นสัจจะ…..73
ความซื่อตรงต่อหลักพระศาสนา และมีเมตตาต่อประชาชน คือหัวใจของการรักษาระบบไตรสิกขาไว้ให้แก่ประชาสังคม…..75

คณะธรรมกลาย คณะแอบจิตและ จิตเที่ยง เป็นอมตะ มหานิรันดร์กาล
ตั้งกระทู้ เลี่ยงพระบาลี บิดเบือนพระธรรมวินัย ครับ
ให้ จิตเที่ยง และ นิพพาน  เป็นอัตตา ตัวตน
https://pantip.com/topic/39040011/comment6

ความเห็นผิดสุดโต่ง ๒ สาย (ธรรมกลาย&มโนอิทธิ, พุทธทาส+นักบวชคึก+สันติอโศก)
https://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/Y2639614/Y2639614.html
ตอบกลับ
0
 
0
 

สมาชิกหมายเลข 3402001  
11 มกราคม เวลา 12:55 น.
ความคิดเห็นที่ 20คือความดับ สุข สงบเย็น
ยิ้ม
https://m.pantip.com/topic/37487612?

ตอบกลับ
0
 
0
 

Mahasati Neo  
11 มกราคม เวลา 13:13 น.
ความคิดเห็นที่ 21คือ บรมสุข
ไม่มีสิ่งปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เมื่อไม่เกิดก็จะไม่เสื่อมสลาย และไม่มีการดับสูญ
ตอบกลับ
0
 
0
 

สมาชิกหมายเลข 869744
11 มกราคม เวลา 14:52 น.
ความคิดเห็นที่ 22ถามเรื่องที่เป็นอจินไตย ยิ่งถามยิ่งบ้า เพราะที่อยู่กันในโลกนี้ ไม่เคยมีใครเห็นนิพพาน ถามได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ อย่าว่าคำตอบมโนเลย คำถามก็มโนเพ้อเจ้อ
เจ้าหอบเงิน
แก้ไขข้อความเมื่อ 12 มกราคม เวลา 19:34 น.
ตอบกลับ
0
 
0
 

สมาชิกหมายเลข 5107524 
12 มกราคม เวลา 12:24 น.
ความคิดเห็นที่ 23ขอบคุณครับ

 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รายละเอียดของรายวิชา (มคอ.๓) รายวิชา ๔๐๘ ๓๐๒ กฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ชื่อสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา วิทยาเขตขอนแก่น /คณะสังคมศาสตร์/ รัฐศาสตร์ หมวดที่ ๑ ข้อมูลโดยทั่วไป ๑. รหัสและชื่อรายวิชา ๔๐๘ ๓๐๒ กฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ (Rerated Law For Sangha ) ๒. จำนวนหน่วยกิต ๒ หน่วยกิต (๒-๐-๔) ๓. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา นิติศาสตรบัณฑิต หมวดวิชานิติศาสตร์ ๔. อาจารย์ผู้รับผิดหลักสูตร, อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา และอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร พระครูปริยัติสารการ, ดร. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา ดร. วิศร์ อัครสันตติกุล อาจารย์ผู้สอน ดร. วิศร์ อัครสันตติกุล ป.ธ.๙,นบ.,กศ.ม. นม, Ph.D. ๕. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน ภาคการศึกษาที่ ๒ /๒๕๖๑ ชั้นปีที่ ๑ ๖. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) (ถ้ามี) ไม่มี ๗. รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ามี) ไม่มี ๘. ทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ไม่ได้กำหนดการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในรายวิชานี้ ๙. สถานที่เรียน ห้อง ๑๑๐ ชั้น ๑ อาคารเรียน ๑๐๐ ปี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ๑๐. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ หมวดที่ ๒ จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ ๑. จุดมุ่งหมายของรายวิชา - มุ่งให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ที่เป็นทั้งกฎหมายของพระสงฆ์โดยตรงและกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและอาคาร เป็นต้น - มุ่งให้นิสิตสามารถอธิบายกฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ไทยเพื่อนำไปใช้กับการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ - มุ่งให้นิสิตสามารถวิเคราะห์พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องไปใช้ในการบริหารได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ - มุ่งส่งเสริมและเผยแผ่การจัดองค์กร และการพัฒนาบุคลากรในสถาบันสงฆ์ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่พึงประสงค์ - มุ่งให้นิสิตสามารถนำหลักคุณธรรมและจริยธรรมประยุกต์หลักการปกครอง การบริหารจัดการ องค์กรคณะสงฆ์ไปปลูกฝังสู่ความเป็นนักปกครองที่ดีได้ ๒. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา เพื่อให้นิสิตมีความรู้พื้นฐาน เป็นการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาในการนำความรู้ ความเข้าใจ ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ไปประยุกต์ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม เพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนในวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ควรมีการเปลี่ยนแปลงตัวอย่างอ้างอิง ให้สอดคล้องกับการบริหารคณะสงฆ์ได้มีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หมวดที่ ๓ ลักษณะและการดำเนินการ ๑. คำอธิบายรายวิชา ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ กฎหมายพระสงฆ์ กฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน การครอบครองปรปักษ์ การทำนิติกรรมสัญญา การเช่าที่ดินและอาการของวัด การเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย พระสงฆ์กับมรดก การเป็นโจทก์ จำเลย แลพยานในศาล และศึกษากรณีตัวอย่างคดีที่ศาลตัดสินแล้วอันเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่พระสงฆ์ควรทราบ ๒. จำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา บรรยาย สอนเสริม การฝึกปฏิบัติ/งานภาคสนาม/การฝึกงาน การศึกษาด้วยตนเอง บรรยาย ๓๐ ชั่วโมงต่อภาคการศึกษา สอนเสริมตามความต้องการของนิสิตเฉพาะราย ไม่มีการฝึกปฏิบัติงานภาคสนาม การศึกษาด้วยตนเอง ๔ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๓. จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่อาจารย์ให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นิสิตเป็นรายบุคคล - อาจารย์ประจำวิชาหรืออาจารย์ผู้สอนให้คำปรึกษาผ่านโปรแกรมโทรศัพท์มือถือ (Line, Messenger, Facebook) - มุมแนะแนว ห้องบริหารงานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต อาคาร ๑๐๐ ปี ชั้น ๒ - อาจารย์ประจำวิชาหรืออาจารย์ผู้สอน จัดเวลาให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มตามความต้องการ ๒ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทุกวันพุธ เวลา ๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. ณ ห้องบริหารงานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต อาคารเรียน ๑๐๐ ปี ชั้น ๒ (เฉพาะรายที่ต้องการ) หมวดที่ ๔ การพัฒนาการเรียนรู้ของนิสิต ๔.๑ การพัฒนาคุณลักษณะพิเศษของนิสิต คุณลักษณะพิเศษ กลยุทธ์หรือกิจกรรมของนิสิต ด้านบุคลิกภาพ มีการสอดแทรกเรื่องการสำรวมในสมณภาวะ การครองจีวรหรือการแต่งกาย การเข้าสังคมและศาสนพิธี เทคนิคการเจรจา สื่อสาร การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และการวางตัวในการทำงานในบางรายวิชาที่เกี่ยวข้อง และในกิจกรรมปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ด้านภาวะผู้นำ และความรับผิดชอบตลอดจนวินัยในตนเอง - กำหนดให้มีรายวิชาซึ่งนิสิตต้องทำงานเป็นกลุ่มและมีการกำหนดหัวหน้ากลุ่มในการทำรายงานตลอดจน กำหนดให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการนำเสนอรายงานเพื่อเป็นการฝึกให้นิสิตได้สร้างภาวะผู้นำและการเป็นสมาชิกกลุ่มที่ดี - มีกิจกรรมนิสิตที่มอบหมายให้นิสิตหมุนเวียนกันเป็นหัวหน้าในการดำเนินกิจกรรมเพื่อฝึกให้นิสิตมีความรับผิดชอบ - มีกติกาที่จะสร้างวินัยในตนเอง เช่น การเข้าเรียนตรงเวลาเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน เสริมสร้างความกล้าในการแสดงความคิดเห็น ทักษะ IT การนำเสนอรายงานในชั้นเรียน กำหนดให้นิสิตนำเสนอรายงานโดยใช้ Power Point หรือการตัดต่อ VDO สั้นๆ ๕-๗ นาที นำเสนอหน้าชั้นและโพสต์ลงใน You Tube หรือ Facebook เพื่อเพิ่มทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิเคราะห์ประมวลผลทางสถิติ จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ มีการให้ความรู้แก่นิสิตในการนำเอาความรู้ทางด้านกฎหมายไปใช้ในการทำงานที่จะทำให้นิสิตอยู่ร่วมกับคนอื่นและคนในสังคมได้ ๔.๒ การพัฒนาการเรียนรู้ในแต่ละด้าน (จาก มคอ.๒ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) ๑. คุณธรรม จริยธรรม ๒. ความรู้ ๓. ทักษะทางปัญญา ๔. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๕. ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓                     ๔.๒.๑ คุณธรรม จริยธรรม ผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบหลัก ๑. เคารพสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นคนและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ๒. มีจิตสาธารณะและเสียสละเพื่อส่วนรวม ๓. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมชาติศาสนา ความรับผิดชอบรอง ๑. เห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ๑) บรรยายพร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์และการบริหารคณะสงฆ์ไทย ๒) อภิปรายกลุ่ม ๓) กำหนดให้นิสิตหาตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ๔) บทบาทสมมติ ๑) การเข้าเรียน และการส่งงานที่ได้รับมอบหมายตามเนื้อหาที่มอบให้และตรงเวลา ๒) มีการอ้างอิงเอกสารที่ได้นำมาทำรายงาน อย่างถูกต้องและเหมาะสม ๓) ประเมินผลการวิเคราะห์กรณีศึกษา ๔) ประเมินผลการนำเสนอรายงานที่มอบหมาย ๔.๒.๒ ความรู้ ผลการเรียนรู้ด้านความรู้ กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านความรู้ กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านความรู้ ความรับผิดชอบหลัก ๑. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎี และเนื้อหา ๒. สามารถนำความรู้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้ ความรับผิดชอบรอง ๑. ใช้ความรู้มาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล ๒. มีความรอบรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทั้งของไทยและของโลก ๕. รู้จักแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ๑) บรรยาย อภิปราย ๒) การทำงานกลุ่มหรือการทำงานและนำเสนอใบงานเดี่ยว ๓) การวิเคราะห์กรณีศึกษา และมอบหมายให้ค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์ไทยตามเนื้อหาของแต่ละบทโดยสรุปและนำเสนอเป็นใบงาน ๔) เน้นการศึกษาโดยใช้บททดสอบ ๕) เน้นการศึกษาโดยใช้ปัญหา และโครงงาน (Problem base learning) ๖) เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ (Student Center) ๑) ทดสอบย่อย สอบกลางภาค สอบปลายภาค ด้วยข้อสอบที่เน้นทั้งด้านศักยภาพและสมรรถภาพ ๒) สมุดบันทึก ๓) รายงาน/ใบงาน ๔) การสังเกตพฤติกรรม ๕) ประเมินการนำเสนอสรุปการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ๔.๒.๓ ทักษะทางปัญญา ผลการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา ความรับผิดชอบหลัก ๑. สามารถค้นหาข้อมูลทำความเข้าใจและประเมินข้อมูลจากหลักฐาน ๓. สามารถประยุกต์ความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบรอง ๑. สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล ๑) การบรรยาย/อภิปรายเชิงวิชาการ ๒) การมอบหมายงานให้นิสิตศึกษาค้นคว้าข้อมูลและนำเสนอผลการศึกษา ๓) การให้นิสิตศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ จนเกิดทักษะสามารถนำไปถ่ายทอดได้ ๔) การสะท้อนแนวคิดจากการประพฤติ ๑) ประเมินจากผลงานและการของผู้เรียนที่เกิดจากการใช้กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจารณ์ และนำเสนออย่างเป็นระบบ ๒) ประเมินผลจากการทดสอบย่อย การสอบกลางภาค และการสอบปลายภาค โดยเน้นข้อสอบที่แสดงถึงทักษะทางปัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๔.๒.๔ ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ผลการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบหลัก ๑. เป็นสมาชิกที่ดีของกลุ่มทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตาม ๒. มีมนุษยสัมพันธ์รู้จักควบคุมอารมณ์และยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ความรับผิดชอบรอง ๑. สามารถทำงานเป็นทีม ๒. รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ๑) จัดกิจกรรมกลุ่มภายในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพื่อการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ๒) มอบหมายงานเป็นรายบุคคลหรือกลุ่ม หรืออ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา ๓) การนำเสนอหรือส่งใบงาน/รายงานที่ได้ศึกษาค้นคว้า ๑) ประเมินตนเอง และเพื่อน ด้วยแบบฟอร์มที่กำหนด ๒) รายงานที่นำเสนอ พฤติกรรมการทำงานเป็นทีม ๓) รายงานการศึกษาด้วยตนเอง ๔) ประเมินผลจากการทดสอบย่อย การสอบกลางภาค และการสอบปลายภาค ๔.๒.๕ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการเรียนรู้ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ความรับผิดชอบหลัก ๑. ใช้ทักษะวิเคราะห์เชิงตัวเลขได้ ความรับผิดชอบรอง ๒. ใช้ภาษาในการติดต่อสื่อความหมายได้ดีทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ๓. มีทักษะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างเหมาะสม ๑) อภิปราย ๒) มอบหมายงานให้นิสิตศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จาก website สื่อการสอน e-learning ๓) ทำรายงาน โดยเน้นการนำตัวเลข หรือมีสถิติอ้างอิงจากแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ๔) นำเสนอ/ส่งใบงานหรือรายงานโดยใช้รูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ๑) การจัดทำรายงาน และนำเสนอด้วยสื่อเทคโนโลยี ๒) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน อาทิเช่น การอภิปรายและวิธีการอภิปราย หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมินผล ๑. แผนการสอน สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จำนวนชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อที่ใช้ (ถ้ามี) ผู้สอน ๑ - แนะนำรายวิชาและแผนการสอน ชี้แจงแนวสังเขปและรายละเอียดประจำวิชา เกณฑ์การศึกษาตามระเบียบของมหาวิทยาลัย, การวัดผลและประเมินผล - เกริ่นนำรายละเอียดเนื้อหาสาระในแต่ละบทเรียนทั้ง ๗ บท เกี่ยวกับรายวิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๒ - แนะนำ ชี้แจง อธิบายรายวิชา แผนการสอน และเอกสารประกอบการเรียนการสอน - แนะนำวัตถุประสงค์ประจำบท - แนะวิธีการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ หรือแหล่งค้นคว้าข้อมูลการทำเอกสารสำหรับการนำเสนอ -การบรรยายประกอบสื่อ - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นที่ศึกษาในห้องเรียน ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๒ บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๑.๑ ความนำ ๑.๒ ความหมายของกฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ๑.๓ ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ๑.๔ กฎหมายที่พระสงฆ์ควรรู้ ๑.๕ คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๓ บทที่ ๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ (ต่อ) ๑.๔ กฎหมายคณะสงฆ์ไทย ๑.๕ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์โดยตรง คือ พระวินัย พระพุทธเจ้าทรงบัญํติ และ พรบ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๔ บทที่ ๓ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และฉับับที่แก้ไขเพิ่มเติม(ต่อ) ๒.๑เพื่อให้นิสิตได้เห็นสาระสำคัญและข้อแตกต่างของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในลักษณะต่าง ๆ ๒.๒ เพื่อศึกษาเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ซึ่งควรต้องนำไปประพฤติปฏิบัติ ๒.๓ สรุปท้ายบท ๒.๔ คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นที่ทำใบงาน - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๕ บทที่ ๔ พรบ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕(ต่อ) ๓.๑ กรณีที่พระสงฆ์ต้องหาคดีอาญา ตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ๓.๒ แนวทางการแก้ไขปัญหา สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๖ บทที่ ๕ กฎมหาเถรสมาคมและกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๓.๑ การแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาส ๓.๒ การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ ๓.๓ การแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๗ บทที่ ๖ กฎหมายเกี่ยวที่ดิน ๔.๑ ความหมายและความสำคัญ ๔.๒ ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ๔.๒ ที่ดินหลวง ๔.๓ ที่ดินในทางศาสนา ๔.๔ การเช่าที่ดินและอาคารของวัด สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๘ บทที่ ๗ การครอบครองปรปักษ์ ๗.๑ หลักกฎหมายที่สำคัญในการครอบครองปาปักษ์ ๗.๒ บุคคลภายนอกสามารถที่จะครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของวัดได้หรือไม่ ๗.๓ วัดสามารถที่จะครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของบุคคลอื่นได้หรือไม่ สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๙ สอบกลางภาค ๒ สอบแบบอัตนัย ๑๐ บทที่ ๘ การทำนิติกรรมสัญญา ๘.๑ หลักสำคัญในการทำนิติกรรมสัญญา ๘.๒ รูปแบการทำนิติกรรมสัญญา ๘.๓ วัดทำนิติกรรมสัญญากับบุคคลภายนอก สรุปท้ายหัวข้อ คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๑ บทที่ ๙ การเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ๙.๑ ความหมายและสาระสำคัญ ๙.๒ การเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๒ บทที่ ๑๐ พระสงฆ์กับมรดก ๑๐.๑ ความหมายและสาระสำคัญ ๑๐.๒ ป.พ.พ. ว่าด้วยมรดก ๑๐.๓ กฎหมายเรื่องมรดกที่เกี่ยวข้องกับพระสง์ ๑๐.๔ พระสงฆ์สามารถรับมรดกได้อย่างไรบ้าง สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๓ บทที่ ๑๑ การเป็นโจทก์ จำเลย และพยานในศาล ๑๑.๑ การเป็นโจทก์ ๑๑.๒ การเป็นจำเลย ๑๑.๓ การเป็นพยานในศาล ๑๒.๔ ข้อยกเว้นในเรื่องการให้ถ้อยคำหรือการที่ไม่ต้องไปศาลก็ได้ สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๔ บทที่ ๑๒ กรณีตัวอย่างคดีที่ศาลตัดสินแล้วอันเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๑๒.๑ กรณีที่พระสงฆ์ต้องหาคดีอาญา ๑๒.๒ กรณีการครอบครองปรปักษ์ ๑๒.๓ กรณีการรับมรดก ๑๒.๔ กรณีการเป็นโจทก์ จำเลย และพยานในศาล ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๕ บทที่ ๑๓ กรณีตัวอย่างคดีที่ศาลตัดสินแล้วอันเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ (ต่อ) ๑๓.๑ กรณีการเช่าที่ดินและอาคารของวัด ๑๓.๒ การทำนิติกรรมและสัญญา สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๖ ประมวล/สรุปองค์ความรู้ประจำรายวิชา ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๗ สอบปลายภาค ๒ ๒. แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ที่ มาตรฐานการเรียนรู้ วิธีการประเมินผล สัปดาห์ที่ประเมิน สัดส่วนของการประเมินผล ๑ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ข้อ ๑.๑, ๑.๒, ๑.๕ - สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน - ประเมินผลงานจากการทำใบงานเดี่ยวหรือรายงานกลุ่ม/เข้าชั้นเรียน ตลอดภาคการศึกษา ๑๐ % ๒ ด้านความรู้ ข้อ ๒.๑, ๒.๓ - การตอบคำถามในชั้นเรียน - การสอบกลางภาค/กิจกรรม ๑-๘, ๑๐-๑๖ ๙ ๑๐ % ๓ ด้านทักษะทางปัญญา ข้อ ๓.๑, ๓.๓ การสอบปรนัย ปลายภาค ๑๗ ๖๐ % ๔ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ข้อ ๔.๒, ๔.๓ - การสังเกตพฤติกรรมจากการทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อน/การมีส่วนร่วม - การนำเสนอรายงาน/อภิปราย เสนอความคิดเห็น - การทำงานกลุ่มหรือใบงานเดี่ยว (อัตนัย/ปรนัย) - การส่งงานตามที่มอบหมาย ตลอดภาคการศึกษา ๑๐ % ๕ ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อ ๕.๑ - การนำเสนองานหน้าชั้นเรียนหรือใช้สื่อเทคโนโลยีนำเสนองานผ่านสื่อ VDO ตลอดภาคการศึกษา ๑๐ % หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน ๑. เอกสารและตำราหลัก การคณะสงฆ์ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ มหามกุฏราชวิทยาลัย จัดพิมฺพ์ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗. คำบรรยายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยนายโชติ ทองประยูร, พ.ศ. คำบรรยายกฎหมายคณะสงฆ์ โดย อาจารย์ ปลื้ม โชติษฐยางกูร ,มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิยาลัย จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ๒. เอกสารและข้อมูลสำคัญ ไม่มี ๖.๓ เอกสารและข้อมูลแนะนำ กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วยพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ และคำสั่งของคณะสงฆ์. กรุงเทพฯ: การศาสนา. ๒๕๔๒. พีรพล กนกวลัย. คู่มือพระสังฆาธิการ. กรุงเทพฯ :สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๔๘. สัมพันธ์ เสริมชีพ. “คู่มือพระสงฆ์ไทย” เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่. กรุงเทพฯ: ๒๕๔๓. หมวดที่ ๗ การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา ๑. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนิสิต การประเมินประสิทธิผลในรายวิชานี้ ได้รับการประเมินผลจากนิสิต โดยมีผลการประเมินความสอดคล้องตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ แยกเป็นรายด้านได้ดังนี้ ๑.๑ ด้านเนื้อหาวิชา ๑) มีการแจ้งให้นิสิตทราบเกี่ยวกับคำอธิบายรายวิชา ขอบข่ายเนื้อหารายวิชา แผนการสอน ๒) การจัดลำดับเนื้อหาเป็นไปอย่างมีระบบและขั้นตอนชัดเจน ๓) ได้รับความรู้ในรายวิชานี้ครบถ้วนตามแผนการสอน ๔) สอนเนื้อหารายวิชาให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ปัจจุบัน ๕) นำเสนอประเด็นใหม่ๆ ที่ทันสมัยในกรอบเนื้อหารายวิชา ๑.๒ ด้านการจัดการเรียนการสอน ๑) มีการใช้สื่อการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมและหลากหลายทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ๒) ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ๓) ให้ข้อมูลและชี้แนะแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ๔) จัดเนื้อหาและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน ๕) มีการสอดแทรกเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมที่มีสารประโยชน์ในกิจกรรมการเรียนการสอน ๖) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เสนอความคิดเห็นในการเรียนการสอน ๗) มีการวัดผลและประเมินผลหลายรูปแบบ ๑.๓ ด้านคุณธรรมจริยธรรมของอาจารย์ ๑) มีความเมตตา กรุณา ปราศจากอคติต่อผู้เรียน ๒) มีความอดทนต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้เรียนในขณะทำการเรียนการสอน ๓) ปฏิบัติตนให้เป็นที่เคารพนับถือทั้งในและนอกเวลาปฏิบัติงานสอน ๔) มีเวลาให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน ตรงต่อเวลาและอุทิศตนให้กับการสอนเต็มที่ ๒. กลยุทธ์การประเมินการสอน ในการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการสอน ได้มีกลยุทธ์ ดังนี้ - การสังเกตการณ์สอนของผู้ร่วมทีมการสอน - ผลการสอบ - การทวนสอบผลประเมินการเรียนรู้ - แบบประเมินผู้สอน และแบบประเมินรายวิชา - ขอเสนอแนะผ่านเวบบอร์ด ที่อาจารย์ผู้สอนได้จัดทำเป็นช่องทางการสื่อสารกับนิสิต ๓. การปรับปรุงการสอน หลังจากผลการประเมินการสอนในข้อ ๒ จึงมีการปรับปรุงการสอน โดยการจัดกิจกรรมในการระดมสมอง และหาข้อมูลเพิ่มเติมในการปรับปรุงการสอน ดังนี้ - สัมมนาการจัดการเรียนการสอน - การวิจัยในและนอกชั้นเรียน ๔. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสิตในรายวิชา ในระหว่างกระบวนการสอนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ในรายหัวข้อ ตามที่คาดหวังจากการเรียนรู้ในวิชา ได้จาก การสอบถามนิสิต หรือการสุ่มตรวจผลงานของนิสิต รวมถึงพิจารณาจากผลการทดสอบย่อย และหลังการออกผลการเรียนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยรวมในวิชาได้ดังนี้ - การทวนสอบการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสิตโดยอาจารย์อื่น หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำหลักสูตร - มีการตั้งคณะกรรมการในสาขาวิชา ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนิสิต โดยตรวจสอบข้อสอบ รายงาน วิธีการให้คะแนนสอบ และการให้คะแนนพฤติกรรม ๕. การดำเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธิ์ประสิทธิผลรายวิชา ได้มีการวางแผนการปรับปรุงการสอน และรายละเอียดวิชา เพื่อให้เกิดคุณภาพมากขึ้น ดังนี้ - ปรับปรุงรายวิชาทุก ๓ ปี หรือตามข้อเสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ตามข้อ ๔ - เปลี่ยนหรือสลับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้นิสิตมีมุมมองในเรื่องการประยุกต์ความรู้นี้กับปัญหาที่มาจากงานวิจัยของอาจารย์หรือแนวคิดใหม่ๆ ชื่ออาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา/อาจารย์ผู้บรรยาย ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ลงชื่อ _______________________________ วันที่รายงาน _____________________ ชื่ออาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร พระครูปริยัติสารการ, ดร. ลงชื่อ _______________________________ วันที่รับรายงาน _____________________