สูงสุดคืนสู่สามัญ คือ สัจธรรมของชีวิตมนุษย์ สูงสุดคืนสู่สามัญ คือ สัจธรรมของชีวิตมนุษย์ สำหรับคำ ๆ นี้ ถ้าเป็นสมัยก่อน ๆ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ผู้เขียนจะไม่คิดเลย เรียกว่าไม่รู้เลยก็ว่าได้ แต่มาณ ปัจจุบันนี้ ผู้เขียนเิริ่มได้คิดและมองย้อนกลับไปยังในอดีต ไปยังสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเราได้จากมา เช่น บ้านเดิม ชุมชนเดิม ท้องถิ่นเดิม ๆ อาจหมายถึงว่า "ผู้เขียนเริ่มมีอายุมากขึ้น ประสบการณ์เพิ่มขึ้น ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเป็นสัจธรรมของชีวิตที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเองทำให้กับตัวของเราได้สะสมสิ่งนั้นเพิ่มมากขึ้น" ก็ว่าได้ จึงทำให้ผู้เขียนมีความคิดและมองย้อนกลับไปยังจุดที่ตัวเราเริ่มต้นเดินทางมา... คิดแล้ว ผู้เขียนมองเห็นว่า "ตัวเราเดินทางมาไกลมาก ไกลจากจุดเริ่มต้นและระหว่างทางที่ผ่านมานั้น มีทั้งความสุข - ความทุกข์ ความสำเร็จ ปัญหา - อุปสรรคนานัปการ"...แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเก็บมันไว้เป็นความภาคภูมิใจกับใจตัวเอง นั่นคือ..."ตัวเราเองสามารถทำได้ + แก้ไขปัญหา - อุปสรรคนั้นได้สำเร็จด้วยตัวเราเอง + ครอบครัวของผู้เีขียนเอง" เป็นเรื่องที่บางเรื่องก็ไม่สามารถบอกใครได้ว่า..."ตัวเราภูมิใจมากน้อยเพียงใด เพราะบางเรื่องก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเราเอง"... ระยะทางที่ผู้เขียนผ่านมานั้น ทำให้ตัวเราซึ่งเป็นผู้หญิงเฉกเช่นเดียวกันกับผู้หญิงคนอื่น ๆ แต่ในความเหมือนนั้นอาจอยู่บนความแตกต่างกัน เมื่อนั่งคิดและสำรวจตัวเราเองแล้ว สิ่งที่เห็นว่าตนเองมีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากตัวคนเดิมที่เคยเป็นมา นั่นคือ..."การเป็นคนที่มีความเข้มแข็ง + ความแข็งแกร่ง + ความกล้าแสดงความคิดเห็น + การกล้าที่จะแสดงออก + "การได้รับประสบการณ์ในการทำงานเพิ่มขึ้น" + การได้รับความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเพิ่มขึ้น" (แต่ความรู้ที่ไม่เคยรู้อีกในอนาคตก็ต้องเรียนรู้อีกต่อไป เป็นเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต)...อาจเป็นเพราะตัวผู้เขียนเองเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความคิดอ่านมากขึ้นหรือที่เรียกว่า "มีประสบการณ์มากขึ้น" นั่นเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในตัวของผู้เขียนเองในระยะที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้เขียนมองโลกในทางที่ดีเสมอต่อการดำรงชีวิต + การทำงาน เรียกง่าย ๆ ว่า "มองโลกในแง่บวก" มองทุก ๆ คน เป็นคนดี เป็นมิตรที่ดีเสมอ...(อาจเป็นเพราะผู้เขียนเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเรื่องบุคคลก็ว่าได้ เนื่องจากงานบุคคลนั้น ถ้าตัวเราไม่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเพื่อหวังผลประโยชน์ให้กับตนเองแล้วละก็...ก็สามารถตัดไปได้เลย เพราะเรื่องงานบุคคลที่ตัวเราได้ปฏิบัติจริง ๆ นั้น จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบความมีคุณธรรม + การรักษาสิทธิประโยชน์ การพัฒนาบุคลากร ฯลฯ ให้กับบุคลากรภายในองค์กรและต่อประเทศชาติให้มากที่สุด...ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ บุคคลที่ได้ทำงานเกี่ยวกับงานบุคคลจะประพฤติ - ปฏิบัติอย่างไรแล้วล่ะ... และการนำหลักธรรม + คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตนเอง กับครอบครัว กับคนรอบข้างและเพื่อนร่วมงานตลอดเวลา เพราะในความคิดของผู้เขียนแล้วมีความคิดเห็นว่า "สังคมที่เราอยู่วุ่นวายกันในทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะเรื่องการไม่ได้นำหลักธรรม คำสั่งสอน ฯ มาปฏิบัตินั่นเอง" บางคนก็หลงลืมไปว่า...หลักธรรมนั้นสามารถนำมาปรับและประยุกต์ใช้ได้กับการดำเนินชีวิตของตัวเราเองได้...เพียงแต่ไม่ทำกันเท่านั้นเอง...บางครั้ง บางคน รู้กระทั่งรู้ แต่ก็ไม่ทำ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อคนเรานำหลักธรรมมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของตัวเรา นั่นคือ "การเห็นแจ้ง การเห็นความจริง" เห็นเรื่อง "สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์จริง ๆ"...ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น เรื่องการที่ตัวเรามาจาก ณ จุดเริ่มต้น เมื่อขึ้นมายังตำแหน่งที่สูงสุด สักวันหนึ่งเราก็ต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้น คือ ออกจากงานหรือเกษียณอายุราชการ...หรือการที่เราได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลาหนึ่งตัวเราก็กลับไปยังตำแหน่งเดิมที่ได้จากมา...ฯลฯ เป็นแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า...มันผ่านไปกับกาลเวลา ซึ่งเป็นเรื่องของ "สัจธรรม...ความจริง" นั่นเอง สำหรับคำว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ"... ว่าแต่ว่า..."ใครจะนำหลักธรรมไปปฏิบัติได้มากกว่ากัน โดยจะทำให้สังคมของการทำงานวุ่นวายได้น้อยลง...

 สูงสุดคืนสู่สามัญ คือ สัจธรรมของชีวิตมนุษย์

สูงสุดคืนสู่สามัญ คือ สัจธรรมของชีวิตมนุษย์


สำหรับคำ ๆ นี้ ถ้าเป็นสมัยก่อน ๆ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ผู้เขียนจะไม่คิดเลย เรียกว่าไม่รู้เลยก็ว่าได้ แต่มาณ ปัจจุบันนี้ ผู้เขียนเิริ่มได้คิดและมองย้อนกลับไปยังในอดีต ไปยังสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเราได้จากมา เช่น บ้านเดิม ชุมชนเดิม ท้องถิ่นเดิม ๆ อาจหมายถึงว่า "ผู้เขียนเริ่มมีอายุมากขึ้น ประสบการณ์เพิ่มขึ้น ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเป็นสัจธรรมของชีวิตที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเองทำให้กับตัวของเราได้สะสมสิ่งนั้นเพิ่มมากขึ้น" ก็ว่าได้ จึงทำให้ผู้เขียนมีความคิดและมองย้อนกลับไปยังจุดที่ตัวเราเริ่มต้นเดินทางมา...

คิดแล้ว ผู้เขียนมองเห็นว่า "ตัวเราเดินทางมาไกลมาก ไกลจากจุดเริ่มต้นและระหว่างทางที่ผ่านมานั้น มีทั้งความสุข - ความทุกข์ ความสำเร็จ ปัญหา - อุปสรรคนานัปการ"...แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเก็บมันไว้เป็นความภาคภูมิใจกับใจตัวเอง นั่นคือ..."ตัวเราเองสามารถทำได้ + แก้ไขปัญหา - อุปสรรคนั้นได้สำเร็จด้วยตัวเราเอง + ครอบครัวของผู้เีขียนเอง" เป็นเรื่องที่บางเรื่องก็ไม่สามารถบอกใครได้ว่า..."ตัวเราภูมิใจมากน้อยเพียงใด เพราะบางเรื่องก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเราเอง"...

ระยะทางที่ผู้เขียนผ่านมานั้น ทำให้ตัวเราซึ่งเป็นผู้หญิงเฉกเช่นเดียวกันกับผู้หญิงคนอื่น ๆ แต่ในความเหมือนนั้นอาจอยู่บนความแตกต่างกัน เมื่อนั่งคิดและสำรวจตัวเราเองแล้ว สิ่งที่เห็นว่าตนเองมีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากตัวคนเดิมที่เคยเป็นมา นั่นคือ..."การเป็นคนที่มีความเข้มแข็ง + ความแข็งแกร่ง + ความกล้าแสดงความคิดเห็น + การกล้าที่จะแสดงออก + "การได้รับประสบการณ์ในการทำงานเพิ่มขึ้น" + การได้รับความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเพิ่มขึ้น" (แต่ความรู้ที่ไม่เคยรู้อีกในอนาคตก็ต้องเรียนรู้อีกต่อไป เป็นเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต)...อาจเป็นเพราะตัวผู้เขียนเองเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความคิดอ่านมากขึ้นหรือที่เรียกว่า "มีประสบการณ์มากขึ้น" นั่นเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในตัวของผู้เขียนเองในระยะที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้เขียนมองโลกในทางที่ดีเสมอต่อการดำรงชีวิต + การทำงาน เรียกง่าย ๆ ว่า "มองโลกในแง่บวก" มองทุก ๆ คน เป็นคนดี เป็นมิตรที่ดีเสมอ...(อาจเป็นเพราะผู้เขียนเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเรื่องบุคคลก็ว่าได้ เนื่องจากงานบุคคลนั้น ถ้าตัวเราไม่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเพื่อหวังผลประโยชน์ให้กับตนเองแล้วละก็...ก็สามารถตัดไปได้เลย เพราะเรื่องงานบุคคลที่ตัวเราได้ปฏิบัติจริง ๆ นั้น จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบความมีคุณธรรม + การรักษาสิทธิประโยชน์ การพัฒนาบุคลากร ฯลฯ ให้กับบุคลากรภายในองค์กรและต่อประเทศชาติให้มากที่สุด...ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ บุคคลที่ได้ทำงานเกี่ยวกับงานบุคคลจะประพฤติ - ปฏิบัติอย่างไรแล้วล่ะ...

และการนำหลักธรรม + คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตนเอง กับครอบครัว กับคนรอบข้างและเพื่อนร่วมงานตลอดเวลา เพราะในความคิดของผู้เขียนแล้วมีความคิดเห็นว่า "สังคมที่เราอยู่วุ่นวายกันในทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะเรื่องการไม่ได้นำหลักธรรม คำสั่งสอน ฯ มาปฏิบัตินั่นเอง" บางคนก็หลงลืมไปว่า...หลักธรรมนั้นสามารถนำมาปรับและประยุกต์ใช้ได้กับการดำเนินชีวิตของตัวเราเองได้...เพียงแต่ไม่ทำกันเท่านั้นเอง...บางครั้ง บางคน รู้กระทั่งรู้ แต่ก็ไม่ทำ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น

เมื่อคนเรานำหลักธรรมมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของตัวเรา นั่นคือ "การเห็นแจ้ง การเห็นความจริง" เห็นเรื่อง "สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์จริง ๆ"...ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น เรื่องการที่ตัวเรามาจาก ณ จุดเริ่มต้น เมื่อขึ้นมายังตำแหน่งที่สูงสุด สักวันหนึ่งเราก็ต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้น คือ ออกจากงานหรือเกษียณอายุราชการ...หรือการที่เราได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลาหนึ่งตัวเราก็กลับไปยังตำแหน่งเดิมที่ได้จากมา...ฯลฯ เป็นแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า...มันผ่านไปกับกาลเวลา ซึ่งเป็นเรื่องของ "สัจธรรม...ความจริง" นั่นเอง สำหรับคำว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ"...


ว่าแต่ว่า..."ใครจะนำหลักธรรมไปปฏิบัติได้มากกว่ากัน

โดยจะทำให้สังคมของการทำงานวุ่นวายได้น้อยลง...


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

https://www.google.com/imgres?imgurl=http%3A%2F%2Fwww.luangtanarongsak.org%2Fhome%2Fimages%2Fdm-info-63%2FDM-INF-40.jpg&imgrefurl=http%3A%2F%2Fwww.luangtanarongsak.org%2Fhome%2Findex.php%2F2017-10-14-13-20-39%2F2020-02-06-08-06-17%2Fitem%2F5892-08-aug28-63-dama-info-40&tbnid=F7P_hi3CPvv6DM&vet=12ahUKEwjr5ovOh5bwAhUBsksFHfiaAFkQMygMegUIARCXAQ..i&docid=xa7S-l5tpSrtEM&w=1152&h=1536&q=%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B0&ved=2ahUKEwjr5ovOh5bwAhUBsksFHfiaAFkQMygMegUIARCXAQ