โดย: การประย การประยกตุ กตุ ์ หล ์ หลักขันติธรรมเพ ิธรรมเพ ื่อการเสร ื่อการเสริมสร ้ างส ้ างสังคมสันติสขุ ขุ An Application of Khanti Dhamma to Strengthening the Social Peace พระครูสชาต ุ ิกาญจนวงศ์ (ชานนท์จาครโต) Phrakhrusuchatkanchanawong (Chanon Cagarato) วัดเขาวงพระจันทร์ Wat Khaowongprachan , Thailand. Email: chanoncagarato@gmail.com บทคัดย่อ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขันติธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ เพื่อประยุกต์ใช้หลักขันติธรรมเพื่อการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในสังคมไทยปัจจุบัน วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ขันติคือ ความอดทน อดกลั้นทางกาย ทางใจ ไม่ประพฤติล่วง ละเมิดและแสดงกิริยาที่เหมาะสม ขันตินับเป็นคุณธรรมสําคัญที่บุคคลควรนํามาประพฤติ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม ประเภทของขันติธรรมมี 4 อย่างคือ ความอดทนต่อความ ลําบาก ความอดทนต่อทุกขเวทนา ความอดทนต่อความเจ็บใจ ความอดทนต่ออํานาจกิเลส ขันติในแง่ที่เป็นคุณธรรมสนับสนุนให้การดํารงชีวิตประจําวันบรรลุเป้าหมาย ขันตินับเป็น คุณธรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนในการดํารงชีวิตของบุคคลให้ประสบกับสิ่งที่ดีงาม การประยุกต์หลักขันติธรรมในครอบครัวควรยึดหลัก 5 ประการของเบญจศีลเบญจธรรม คือ หลักประกันร่างกาย หลักประกันทรัพย์สิน หลักประกันครอบครัว หลักประกันสังคม และหลักประกันตนเอง 5 ข้อนี้เป็นกฎระเบียบและเป็นหลักประพฤติ ปฏิบัติขั้นพื้นฐานสําหรับมนุษย์ทุกคน เมื่อนําหลักขันติธรรมมาเสริมสร้างครอบครัวและ สังคมมาใช้ร่วมกับหลักพุทธธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จะทําให้เกิดความสุข สงบใน ประเทศได้ คําสําคัญ: หลักขันติธรรม, การเสริมสร้าง, สังคมสันติสุข 14 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) Abstract This article aims to study Khanti-Dhamma in Theravada Buddhist Scripture; and (3) to apply Khanti-Dhamma for promoting social peace in the present Thai society. From this study, it is found that Khanti means patience, bodily and mindful tolerance, not behaving in any violation and the expressions of proper manners. Khanti is an important virtue that people should have for their behaviors in attaining good aims. There are 4 types of Khanti-Dhamma, i.e., the patience towards difficulties, towards suffering, towards resentment and towards the power of desires, respectively. The application of Khanti-Dhamma in families should hold on to each of 5 principles of Pañcasila and Pañcadhamma which are the guarantees of body, property, family, society and self. These 5 guarantees are the basic rules and behavioral principle of practice for every human being. Moreover, Khanti-Dhamma being used in listening, thinking and training with patience will lead to wisdom. Upon using Khanti-Dhamma to reinforce families and society together with Buddhadhamma in governing the country, peaceful happiness can arise. Keywords: Khanti Dhamma, Strengthening, Social Peace Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 15 บทนํา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติสุขที่ก่อให้เกิดสันติภาพ และมีคําสอนที่เน้น การรู้จักให้อภัยอย่างแท้จริง ให้รู้จักการอดทนต่อสิ่งที่เข้ามากระทบในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการดําเนินชีวิต มีปรากฏในคําสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่เหล่าสาวก ตอน หนึ่งว่า “ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรมผู้ทําร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็น สมณะ” [(ที.ม. (ไทย) 10/90/50)] เพราะพระพุทธศาสนา สอนให้เรามีความรัก รวมไปถึง การให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ไม่ใช้กําลังเบียดเบียนคนที่ด้อยกําลังกว่าตน รู้จักการอดทนต่อ บุคคล และผู้ที่มีอดทนอดกลั้นจะได้รับการสรรเสริญจากบัณฑิต และสามารถพัฒนาจิตใจ ของตนเองให้สูงขึ้น ดังมีเรื่องที่เกี่ยวกับความอดทนในคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่นักปราชญ์ โบราณจารย์นํามาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบของทศชาติชาดก เรื่อง ขันติบารมีอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ดังปรากฏในวัฒนธรรมของสังคมไทยชาวพุทธ เมื่อเกิดการพลั้งเผลอ ทําผิดต่อกัน เกิดความเข้าใจผิดต่อกัน เกิดความขัดแย้งกันก็จะแสดง ความรักความเมตตาและมักให้อภัยซึ่งกันและกัน ข้อนี้เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดี งามของสังคมไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมคําสอนมาจากพระพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น พระพุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความคิด และการ ประพฤติปฏิบัติดีของคนไทย การทําความดีต่อกันในระหว่างวงศ์ญาติมิตรสหาย เป็นคุณ สําคัญที่ต้องเอาใจใส่อย่างยิ่ง สามารถสมัครสมานยึดเหนี่ยวน้ําใจให้รักใคร่กัน ให้นึกถึงกัน ด้วยความขอบคุณ โลกคือชุมชนที่ตั้งอยู่ด้วยสันติสุขก็เพราะอาศัย ศีล อาศัย สังคหธรรม คือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจให้รักกัน ประกอบด้วย การให้การเจรจาถ้อยคําที่น่ารัก การ ประพฤติประโยชน์ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควรในที่นั้นๆ [ที.ปา. (ไทย) 11/210/170-171)] ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันและได้นํามาเป็นแนวทางในการอยู่ รวมกันในสังคม และหลักธรรมสําคัญที่ส่งผลให้เกิดความสันติสุขในประเทศ สามารถ ดําเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข การพัฒนาคนในสังคมให้เป็นคนดีมีความคิดเห็นที่ถูกต้อง มีปัญญาพิจารณาสิ่ง ต่างๆในชีวิตได้อย่างดีเพ่ือความสงบสุขในสังคมไทย จําเป็นจะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ดี การจัดระเบียบสังคมให้ดีงาม และเกื้อกูลแก่คุณธรรม ด้วยเหตุนี้จึงมีหลักธรรมอยู่หลาย ประการที่ทําให้คนในสังคมและสภาพแวดล้อมได้รับการจัดสรรก่อให้เกิดชีวิตที่ดีร่วมกัน เพื่อให้คุณธรรมภายในเจริญงอกงาม นับว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุดในชีวิตที่จะช่วยให้การ ดําเนินสู่จุดหมายตามแนวทางของกระบวนธรรมที่รู้เข้าใจแล้วนั้น เป็นผลสําเร็จขึ้นมาใน ชีวิตจริงในการดําเนินชีวิตของคน (พระพรหมคุณาภรณ์ป.อ. ปยุตฺโต,2549) ถึงแม้ว่าทุก 16 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) คนต่างก็มีข้อบกพร่องอยู่ก็ตามแต่ถ้าหากรู้จักหลักในการอยู่ร่วมกันพร้อมทั้งได้ปฏิบัติตาม หลักการนั้นแล้วก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม กติกาในการอยู่ร่วมกันถือได้ว่าเป็นสิ่งสําคัญ (สมภาร พรมทา, 2548) จากข้อมูลเบื้องต้นนี้ ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่อง “การประยุกต์หลักขันติธรรมเพื่อการสร้างสังคมสันติ สุข” เพราะเห็นว่ามีเนื้อหาสาระสมบูรณ์ที่ควรน้อมนํามาศึกษาทั้งโดยปริยัติและปฏิบัติอีก ผู้วิจัยจึงได้เสนอหลักการและวิธีการของขันติธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อเป็นองค์ ความรู้นําไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันโดย สันติของคนในสังคม ประเทศชาติแม้กระทั่งการมีสันติภาพของโลกโดยส่วนรวม และเมื่อ ศึกษาจนได้ข้อสรุปแล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อที่ผู้สนใจจะศึกษาค้นคว้า ในโอกาส และ นําไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดําเนินชีวิตต่อไป วัตถุประสงค ุประสงค์ในการวิจัย 1. เพื่อศึกษาหลักขันติธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2. เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักขันติธรรมเพื่อการเสริมสร้างสังคมสันติสุขใน สังคมไทยปัจจุบัน วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบศึกษาเชิงวิเคราะห์ (Analytical Study Research) โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสาร (Documentary Research) ซึ่งมีลําดับ ขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลชั้นปฐมภูมิจากเอกสาร เช่ น พระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถาที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการจะศึกษา 2. ศึกษาข้อมูลชั้นทุติยภูมิจากเอกสารและรายงานการวิจัย เช่น ข้อเขียนที่เป็น ผลงานทางวิชาการของท่านผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนา 3. นําข้อมูลจากทั้งสองแหล่งข้างต้น มาวิเคราะห์แล้วนําเสนอในรูปการพรรณนา เชิงวิเคราะห์ (Analytical Description) ประกอบกับทรรศนะแนวความคิดเห็นของผู้วิจัย 4. สรุปผลของการศึกษาวิจัยและนําเสนอขอม้ ูลในรูปแบบพรรณนาต่อไป Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 17 หลักขันติธรรมในค ิธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ุทธศาสนาเถรวาท ความหมายของขันติธรรม ขันติคือ ความอดทน อดได้ทนได้เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอัน ชอบ เป็นกิริยาที่อดทนต่อโลภะความอยากได้ต่อโทสะความโกรธเคืองจนถึงความพยาบาท มุ่งร้ายต่อโมหะความหลงงมงายเมื่อได้ประสบกับอารมณ์ที่ยั่วให้เกิดความอยากได้อยาก ล้างผลาญ อยากเบียดเบียนก็อดทนไว้ไม่แสดงอาการตามอํานาจแห่งโลภะโทสะโมหะและ อดทนต่อทุกขเวทนา เย็น ร้อน เป็นต้น อันทําให้ลําบากอดทนตรากตรําประกอบการงาน ต่างๆ หรืออดทนต่อถ้อยคําที่มีผู้กล่าวชั่วไม่เป็นที่ชอบใจ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จ พระสังฆราช เจริญ สุวฑฺฒโณ, 2553; พระพรหมคุณาภรณ์ป.อ.ปยุตฺโต, 2551) สามารถ จําแนกขันติความอดทนได้ 4 กรณีดังนี้ 1) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อความลําบาก ตรากตรําทางกาย อันเกิดจาก ความร้อนความหนาวความหิวกระหายและความเหนื่อยล้า 2) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิดจากความเจ็บไข้ ได้ป่วย 4) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บใจ อันเกิดจากวาจาหยาบคาย เสียดสีคํากล่าวล่วงเกินให้เสียหาย 4) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บใจ อันเกิดจากวาจาหยาบคาย เสียดสีคํากล่าวล่วงเกินให้เสียหาย จากการศึกษาความหมายของขันติขันตินับเป็นหลักธรรมสําคัญทั้งในระดับสามัญ แห่งการดํารงชีวิต อันจะส่งเสริมให้บุคคลดําเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข จนกระทั่งเป็น หลักธรรมสําคัญในการส่งเสริมคุณธรรมระดับสูงเพื่อการบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่ง พระพุทธศาสนา ความสําคัญของขันติธรรม เป้าหมายในการดํารงชีวิตของมนุษย์คือ การตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ ของมนุษย์เริ่มตั้งแต่ความต้องการทางร่างกายเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด ความต้องการทาง สังคมเพื่อความอบอุ่นและความต้องการทางใจ เพ่ือชีวิตที่สมบูรณ์ซึ่งการดําเนินชีวิตให้ บรรลุเป้าหมายไม่ว่าในระดับใด ล้วนต้องอาศัยคุณธรรมสําคัญที่จะส่งเสริมให้ประสบ ความสําเร็จดังเป้าประสงค์ขันตินับเป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญที่จะส่งผลให้สมประสงค์ในสิ่ง นั้นๆ สามารถพิจารณาได้ดังที่บุญมีแท่นแก้ว (2542) แสดงไว้ในหนังสือความจริงของชีวิต ดังนี้ 18 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) 1) ความต้องการทางชีววิทยาอันเป็นความต้องการทางร่างกายเป็นความต้องการ พื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์เช่นอาหารเครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค 2) ความต้องการทางสังคมเพราะโดยพื้นฐานมนุษย์เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่รวมกัน เพื่อความอบอุ่นใจเพอสงเคราะห์อนุเคราะห์กันทําให้มีการแต่งงานมีคู้ครองมีบุตรสืบสกุล 3) ความต้องการทางใจอันเป็นความต้องการที่ลึกซึ้งอยู่เบื้องหลังความต้องการ ด้านอื่นๆ เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายของชีวิตที่สําเร็จได้ด้วยอาศัยความอดทน ขันตินับเป็น คุณธรรมสําคัญที่บุคคลควรนํามาประพฤติเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม ทั้งทางกายภาพ ทางสังคม และทางจิตใจ รวมถึงใช้ความอดทนพยายามสร้างสิ่งสนับสนุนรอบข้างที่จะ เกื้อหนุนให้ตนเองดํารงชีวิตได้อย่างมีความสุข ขันติเป็นคุณธรรมสําคัญที่สามารถพิจารณาและนํามาใช้ได้ทั้งในแง่ที่เป็นคุณธรรม ด้วยเป็นคุณสมบัติประจําตัวของปัจเจกบุคคล เป็นคุณธรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนในการ ดํารงชีวิตของบุคคลให้ประสบกับสิ่งที่ดีงาม นอกจากนี้ขันติยังเป็นศีลธรรม เพราะการ ประพฤติขันติย่อมแสดงอาการอดทน อดกลั้นเพื่องดเว้นจากการเบียดเบียน งดเว้นจากการ ประพฤติชั่ว ทางกาย ทางวาจา ควบคุมกาย วาจาให้เรียบร้อย ผู้ประพฤติขันติจึงรักษาศีล รักษาความปกติเอาไว้ได้ขันติจึงมีลักษณะเป็นทั้งคุณธรรมและศีลธรรม ประเภทของขันติธรรม ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้จําแนกประเภทของขันติธรรมไว้อยู่ 4 ประเภท คือ 1. ความอดทนต่อความลําบาก หมายความว่า คนทํางานมากๆ แล้วได้รับความ ลําบากเหน็ดเหนื่อย หิวกระหาย หรือ ถูกแดด ลมฝนกระทบ ย่อมได้รับความลําบาก นานับประการ คนที่ไม่มีขันติเมื่อเผชิญกับความลําบากตรากตรํา มักจะทอดทิ้งการงาน เสีย เป็นคนมือบาง เท้าบาง ทําอะไรทิ้งๆ ขว้างๆ แต่ผู้มีขันติย่อมอดทนต่อสิ่งเหล่านี้กัดฟัน ทนทํางานของตนให้สําเร็จ 2. ความอดทนต่อทุกขเวทนา หมายความว่า ทนต่อทุกขเวทนาอันเกิดจากการ เจ็บไข้ได้ป่วย คนที่ขาดขันติเมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วย มักจะแสดงมารยาทอันไม่สมควร ออกมา เช่น เจ็บปวดไม่พอจะร้องก็ร้อง ไม่พอจะครางก็คราง มีอาการกระบิดกระบอน เป็นคนเจ้ามายา โทโสโมโหง่าย บางคนอ้างความเจ็บป่วยเป็นเลิศ กระทําความชั่วต่างๆ ก็มี แต่ผู้มีขันติย่อมรู้จักอดกลั้นทนทานไม่ปล่อยตัวให้เสีย หรือตกไปในทางชั่วดังกล่าวนั้น 3. ความอดทนต่อความเจ็บใจ หมายความว่า เมื่อถูกผู้อื่นกระทําล่วงเกินให้เป็นที่ ขัดใจ เช่น ถูกด่าว่า หรือสบประมาท ผู้ขาดขันติย่อมเดือดดาลแล้วทําร้ายตอบ ด้วยการ Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 19 กระทําอันร้ายแรงเกินเหตุ เช่น เหน็บแนมด้วยวาจาหยาบคายหรือก่อความวิวาท สร้างเวร กรรมไม่สิ้นสุด เป็นทางนํามาซึ่งความหายนะแก่ตัวและครอบครัว แต่ผู้มีขันติย่อมรู้จัก อดทนสอนใจตัวเองหาวิธีแก้ไขให้เรียบร้อยเป็นผลดีด้วยความสงบ 4. ความอดทนต่ออํานาจกิเลส หมายความว่า ความอดทนต่อความเจ็บใจในข้อ 3 นั้น เป็นความอดทนต่ออารมณ์ข้างฝ่ายเพลิดเพลิน เช่น ความสนุก การเที่ยวเตร่การได้ ผลประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร เป็นต้น การประย การประยุกตใช์ ใช์ ้หลักขันตธรรมเพ ิ ธรรมเพ ิ ื่อการเสร ื่อการเสริมสร้างสังคมสันติสขในส ุ ขในส ุ ังคมไทย ังคมไทย ปัจจุบัน ผู้วิจัยได้ศึกษาประเด็นขันติธรรมกับการเสรมสร ิ ้างบุคลิกภาพ การประยุกต์ใช้หลัก ขันติธรรมเพื่อเสริมสร้างสังคมสันติสุข โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. หลักขันติธรรมกับการดําเนินชีวิตครอบครัว การประยุกต์หลักขันติธรรมใช้ในครอบครัวนั้น ควรยึดหลักประกัน 5 ประการของ เบญจศีล-เบญจธรรม คือ หลักประกันประการที่ 1 : ต่างฝ่ายต่างมีขันติธรรมไม่สร้างความโหดร้ายรุนแรงขึ้น ในจิตของกันและกันโดยการตั้งจิตไว้ในความเมตตากรุณา มีความรักใคร่ปรารถนาดีและ สงสารเห็นใจอีกฝ่ายเสมอในฐานะที่ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันเสมือนลงเรือลาเดียวกันแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาการใช้กาลังข่มเหงทําร้ายร่างกายกันซึ่งมีผลเป็นความเป็นความบาดเจ็บ ทั้งร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะสามีต้องให้หลักประกันแก่ภรรยาให้มาก หลักประกันประการที่ 2 : ต่างฝ่ายต้องขันติธรรม ไม่เป็นคนมือไวเห็นแก่ได้จน สร้างความระแวงสงสัยให้แก่กันและกัน เพื่อเป็นหลักประกันด้านทรัพย์สินภายใน ครอบครัว ดังมีสามีภรรยาบางคู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องซ่อนค่าใช้จ่ายต่างๆ ไว้เพื่อไม่ให้อีก ฝ่ายนําไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย อาทินําไปเล่นการพนันจัดเป็นการขาดหลักประกันทางด้าน เศรษฐกิจ หรือขาดความปลอดภัยทางทรัพย์สิน และขาดความเชื่อใจกัน หลักประกันประการที่ 3 : ต่างฝ่ายต่างต้องมีขันติธรรมไม่ใจเร็วด่วนได้ตั้งตนไว้ใน ความพอดีในเรื่องกามคุณ มีความสันโดษยินดีพอใจเฉพาะในคู่ครองของตนโดยไม่คิด นอกใจ ไม่เหลาะแหละจึงจะเป็นหลักประกันในเรื่องความรักในคู่ครองได้ซึ่งนับเป็นความ ปลอดภัยของครอบครัว เพราะการเป็นต้นแบบที่ไม่เจ้าชู้ให้แก่ลูกหลานด้วย หลักประกันประการที่ 4 : ต่างฝ่ายต่างต้องมีขันติธรรมไม่พูดปดมดเท็จต่อกัน เป็น การสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจกันด้วยหลักแห่งความสัตย์เป็นหลักประกันแห่งความ 20 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) ซื่อสัตย์ตรงต่อกัน มิเช่นนั้น คนที่รักกันมานาน หากได้รู้ในภายหลังว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ซื่อสัตย์ ต่อกัน ก็จะเปลี่ยนจากรักเป็นแค้นแทน จนถึงแก่ทําร้ายหรือทําลายกันในที่สุด หลักประกันประการที่ 5 : ต่างฝ่ายต่างต้องมีหลักขันติธรรมไม่สร้างเหตุความลุ่ม หลง ขาดสติโดยใช้สิ่งเสพติดมึนเมาเป็นเครื่องย้อมใจให้เกิดความฮึกเหิมต้องใช้หลักการ ประคับประครองตนด้วยสติสัมปชัญญะ เพื่อเป็นหลักประกันแห่งความไม่ประมาทและที่ สําคัญที่ต้องตระหนักอย่างแรงกล้า เพราะเป็นทางนํามาของความล่มสลายทางเศรษฐกิจ ทั้งในครอบครัว ชุมชนสังคมและประเทศชาติ 2. หลักขันติธรรมกับการประกอบอาชีพ การประกอบอาชีพควรยึดหลักขันติธรรมโดยประกอบสัมมาอาชีวะ เป็น แนวทางที่นําไปสู่ความสุขสงบภายใน เป็นการดําเนินชีวิตตามหลักสัมมาอาชีวะ โดยยึด หลักการดังต่อไปนี้ 1) มีขันติธรรมไม่โลภอยากได้ทรัพย์คนอื่นเลี้ยงชีพ พระพุทธศาสนาเรียกภาวะ ทางจิตใจนี้ว่า อนภิชชา เป็นสภาพจิตที่สามารถควบคุมความโลภไว้ได้คือไม่โลภอยากได้ ของๆ คนอื่นในทางที่ไม่ชอบไม่ควร คิดเลี้ยงชีพวางแผนดําเนินชีวิตในแนวทางที่ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย ศีลธรรม จนสามารถพัฒนาจิตของตนให้มีความพร้อมที่จะเสียสละ บริจาคสงเคราะห์คนทั้งหลายด้วยความเมตตา กรุณา มีอัธยาศัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อม อารีต่อคนทั้งหลายเรียกว่า เป็นคนมีน้ําใจงาม 2) มีขันติธรรมไม่คิดเบียดเบียนคนอื่นเลี้ยงชีพ เป็นการควบคุมสภาพจิตใจต่อ ความพยาบาท ปองร้าย ผู้อื่นเพื่อหวังเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ให้มีจิตเมตตา คิดเอื้อเฟื้อ ประโยชน์แก่ผู้อื่น อันจะนําไปสู่การแสวงหาประโยชน์ที่ถูกต้องเหมาะสม และไม่ส่งผล กระทบต่อผู้อื่นให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย 3) มีขันติธรรมไม่คิดเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเลี้ยงชีพ คือเว้นจากการคิดหา โอกาสเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์จากบุคคลอื่นเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง การคิดเอารัดเอา เปรียบคนอื่นเลี้ยงชีวิตจัดเป็นความเห็นแก่ตัวและเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้องในการดําเนิน ชีวิต ซึ่งขัดต่อหลักสัมมาอาชีวะ หลักการประกอบอาชีพตามหลักขันติธรรม คือการประกอบสัมมาอาชีวะ ด้วย การเลี้ยงชีพชอบทางกาย ทางวาจาและทางใจอย่างมีความอดทนดําเนินชีวิตตามหลักกุศล กรรมบถนั้นเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งการดําเนินชีวิตสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งเป็นหลักการของสัมมาอาชีวะในทางพระพุทธศาสนา Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 21 สรุป วิกฤติความขัดแย้งในสังคมไทยนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน สามารถนํามาประมวล ผลรวมของสาเหตุทั้งได้สองอย่างคือความขัดขัดแย้งที่เกิดจากภายนอกและความขัดแย้งที่ เกิดจากภายในซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อจิตภาพ คือสุขภาพจิตของมนุษย์เพราะว่าจิตของ มนุษย์นั้นได้ประสบกับการสูญเสีย “ดุลยภาพ ” อันเป็นการสูญเสียความสมดุล เนื่องจาก สถานการณ์ของความขัดแย้งในบางมิตินั้นได้ส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพจิต และยังส่งผลเสียไป ยังระบบต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย ในทัศนะของพระพุทธศาสนา หลักขันติธรรม คือ ความ อดทนอดกลั้นให้มาก เพราะเราไม่ได้อยู่เพียงลําพังคนเดียว ต้องมีการติดต่อสื่อสาร เกี่ยวข้องกับคนรอบข้าง และผู้คนอีกมากมายในสังคม พบปะสิ่งของที่ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจ บ้าง ถ้าปราศจากความอดทนเสียแล้ว คุณงามความดีต่างๆที่เราได้สั่งสมไว้อาจจะพังทลาย ลงได้เพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบ ที่เกิดจากการขาดความยั้งคิด ขาดความอดทน ไม่ได้ พิจารณาไตร่ตรองให้ดีผลที่เกิดแต่การมีขันติธรรมนั้น ทําให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้มี ความสุขในสังคมร่วมกัน ขันติธรรมมีส่วนสําคัญอย่างมากในการสร้างเสริมบุคลิกภาพ คือ บุคลิกภาพที่เป็น ลักษณะที่ปรากฏภายนอกได้แก่สภาพนิสัยจําเพาะ หรือลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลหนึ่ง ที่ แสดงออกมาในรูปพฤติกรรม ทางกาย วาจา ต่อบุคคลอื่น หรือต่อสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป ของบุคคลนั้น และบุคลิกภาพที่เป็นลักษณะที่ปรากฏภายใน ได้แก่สภาพลักษณะนิสัย การ พัฒนาบุคลิกภาพ หมายถึง การปรับปรุงบุคลิกภาพที่เป็นลักษณะที่ปรากฏภายนอก และ บุคลิกภาพที่เป็นลักษณะภายใน ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เหมาะสม ส่วนการประยุกต์ หลักขันติธรรมใช้ในครอบครัวนั้น ควรยึดหลักของเบญจศีล-เบญจธรรม ที่ประกอบด้วย หลักประกันร่างกาย หลักประกันทรัพย์สิน หลักประกันครอบครัว หลักประกันสังคม และ หลักประกันตนเอ เมื่อนําหลักขันติธรรมมาเสริมสร้างครอบครัวโดยยึดหลักเบญจศีล เบญจ ธรรมจะทําให้ครอบครัวมีความสุขในที่สุด หลักการประกอบอาชีพตามหลักขันติธรรม คือ การประกอบสัมมาอาชีวะ ด้วยการเลี้ยงชีพชอบทางกาย ทางวาจาและทางใจอย่างมีความ อดทนดําเนินชีวิตตามหลักกุศลกรรมบถนั้นเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งการดําเนินชีวิตสุจริต ทางกาย ทางวาจา และทางใจ 22 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) เอกสารอ เอกสารอ้างอิง ิง : References บุญมี แท่นแก้ว. (2542). ความจริงของชีวิต. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์. Tankeaw, B. (1999). The Truth of Life. Bangkok: Odienstore. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ป ยุตฺโต). (2549). ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์สวย. Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2006). The Characteristics of Buddhism. Bangkok: Pimseuy. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 16). กรุงเทพมหานคร: เอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์. Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2008). Dictionary of Buddhist. (16th ed.). Bangkok: S.R.Printing Mass Product. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tipitakas. Bangkok: MCU Press. สมภาร พรมทา. (2548). พุทธปรัชญา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : ศยาม. Promta, S. (2005). Buddhist Philosophy. (2nd ed.). Bangkok: Sayam. (สมาชิกหมายเลข 3210706 ) วันที่: 28 มีนาคม 2565 เวลา:14:44:18 น.

 โดย: การประย การประยกตุ กตุ ์ หล ์ หลักขันติธรรมเพ ิธรรมเพ ื่อการเสร ื่อการเสริมสร ้ างส ้ างสังคมสันติสขุ ขุ An Application of Khanti Dhamma to Strengthening the Social Peace พระครูสชาต ุ ิกาญจนวงศ์ (ชานนท์จาครโต) Phrakhrusuchatkanchanawong (Chanon Cagarato) วัดเขาวงพระจันทร์ Wat Khaowongprachan , Thailand. Email: chanoncagarato@gmail.com บทคัดย่อ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขันติธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ เพื่อประยุกต์ใช้หลักขันติธรรมเพื่อการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในสังคมไทยปัจจุบัน วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ขันติคือ ความอดทน อดกลั้นทางกาย ทางใจ ไม่ประพฤติล่วง ละเมิดและแสดงกิริยาที่เหมาะสม ขันตินับเป็นคุณธรรมสําคัญที่บุคคลควรนํามาประพฤติ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม ประเภทของขันติธรรมมี 4 อย่างคือ ความอดทนต่อความ ลําบาก ความอดทนต่อทุกขเวทนา ความอดทนต่อความเจ็บใจ ความอดทนต่ออํานาจกิเลส ขันติในแง่ที่เป็นคุณธรรมสนับสนุนให้การดํารงชีวิตประจําวันบรรลุเป้าหมาย ขันตินับเป็น คุณธรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนในการดํารงชีวิตของบุคคลให้ประสบกับสิ่งที่ดีงาม การประยุกต์หลักขันติธรรมในครอบครัวควรยึดหลัก 5 ประการของเบญจศีลเบญจธรรม คือ หลักประกันร่างกาย หลักประกันทรัพย์สิน หลักประกันครอบครัว หลักประกันสังคม และหลักประกันตนเอง 5 ข้อนี้เป็นกฎระเบียบและเป็นหลักประพฤติ ปฏิบัติขั้นพื้นฐานสําหรับมนุษย์ทุกคน เมื่อนําหลักขันติธรรมมาเสริมสร้างครอบครัวและ สังคมมาใช้ร่วมกับหลักพุทธธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จะทําให้เกิดความสุข สงบใน ประเทศได้ คําสําคัญ: หลักขันติธรรม, การเสริมสร้าง, สังคมสันติสุข 14 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) Abstract This article aims to study Khanti-Dhamma in Theravada Buddhist Scripture; and (3) to apply Khanti-Dhamma for promoting social peace in the present Thai society. From this study, it is found that Khanti means patience, bodily and mindful tolerance, not behaving in any violation and the expressions of proper manners. Khanti is an important virtue that people should have for their behaviors in attaining good aims. There are 4 types of Khanti-Dhamma, i.e., the patience towards difficulties, towards suffering, towards resentment and towards the power of desires, respectively. The application of Khanti-Dhamma in families should hold on to each of 5 principles of Pañcasila and Pañcadhamma which are the guarantees of body, property, family, society and self. These 5 guarantees are the basic rules and behavioral principle of practice for every human being. Moreover, Khanti-Dhamma being used in listening, thinking and training with patience will lead to wisdom. Upon using Khanti-Dhamma to reinforce families and society together with Buddhadhamma in governing the country, peaceful happiness can arise. Keywords: Khanti Dhamma, Strengthening, Social Peace Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 15 บทนํา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติสุขที่ก่อให้เกิดสันติภาพ และมีคําสอนที่เน้น การรู้จักให้อภัยอย่างแท้จริง ให้รู้จักการอดทนต่อสิ่งที่เข้ามากระทบในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการดําเนินชีวิต มีปรากฏในคําสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่เหล่าสาวก ตอน หนึ่งว่า “ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรมผู้ทําร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็น สมณะ” [(ที.ม. (ไทย) 10/90/50)] เพราะพระพุทธศาสนา สอนให้เรามีความรัก รวมไปถึง การให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ไม่ใช้กําลังเบียดเบียนคนที่ด้อยกําลังกว่าตน รู้จักการอดทนต่อ บุคคล และผู้ที่มีอดทนอดกลั้นจะได้รับการสรรเสริญจากบัณฑิต และสามารถพัฒนาจิตใจ ของตนเองให้สูงขึ้น ดังมีเรื่องที่เกี่ยวกับความอดทนในคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่นักปราชญ์ โบราณจารย์นํามาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบของทศชาติชาดก เรื่อง ขันติบารมีอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ดังปรากฏในวัฒนธรรมของสังคมไทยชาวพุทธ เมื่อเกิดการพลั้งเผลอ ทําผิดต่อกัน เกิดความเข้าใจผิดต่อกัน เกิดความขัดแย้งกันก็จะแสดง ความรักความเมตตาและมักให้อภัยซึ่งกันและกัน ข้อนี้เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดี งามของสังคมไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมคําสอนมาจากพระพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น พระพุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความคิด และการ ประพฤติปฏิบัติดีของคนไทย การทําความดีต่อกันในระหว่างวงศ์ญาติมิตรสหาย เป็นคุณ สําคัญที่ต้องเอาใจใส่อย่างยิ่ง สามารถสมัครสมานยึดเหนี่ยวน้ําใจให้รักใคร่กัน ให้นึกถึงกัน ด้วยความขอบคุณ โลกคือชุมชนที่ตั้งอยู่ด้วยสันติสุขก็เพราะอาศัย ศีล อาศัย สังคหธรรม คือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจให้รักกัน ประกอบด้วย การให้การเจรจาถ้อยคําที่น่ารัก การ ประพฤติประโยชน์ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควรในที่นั้นๆ [ที.ปา. (ไทย) 11/210/170-171)] ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันและได้นํามาเป็นแนวทางในการอยู่ รวมกันในสังคม และหลักธรรมสําคัญที่ส่งผลให้เกิดความสันติสุขในประเทศ สามารถ ดําเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข การพัฒนาคนในสังคมให้เป็นคนดีมีความคิดเห็นที่ถูกต้อง มีปัญญาพิจารณาสิ่ง ต่างๆในชีวิตได้อย่างดีเพ่ือความสงบสุขในสังคมไทย จําเป็นจะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ดี การจัดระเบียบสังคมให้ดีงาม และเกื้อกูลแก่คุณธรรม ด้วยเหตุนี้จึงมีหลักธรรมอยู่หลาย ประการที่ทําให้คนในสังคมและสภาพแวดล้อมได้รับการจัดสรรก่อให้เกิดชีวิตที่ดีร่วมกัน เพื่อให้คุณธรรมภายในเจริญงอกงาม นับว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุดในชีวิตที่จะช่วยให้การ ดําเนินสู่จุดหมายตามแนวทางของกระบวนธรรมที่รู้เข้าใจแล้วนั้น เป็นผลสําเร็จขึ้นมาใน ชีวิตจริงในการดําเนินชีวิตของคน (พระพรหมคุณาภรณ์ป.อ. ปยุตฺโต,2549) ถึงแม้ว่าทุก 16 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) คนต่างก็มีข้อบกพร่องอยู่ก็ตามแต่ถ้าหากรู้จักหลักในการอยู่ร่วมกันพร้อมทั้งได้ปฏิบัติตาม หลักการนั้นแล้วก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม กติกาในการอยู่ร่วมกันถือได้ว่าเป็นสิ่งสําคัญ (สมภาร พรมทา, 2548) จากข้อมูลเบื้องต้นนี้ ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่อง “การประยุกต์หลักขันติธรรมเพื่อการสร้างสังคมสันติ สุข” เพราะเห็นว่ามีเนื้อหาสาระสมบูรณ์ที่ควรน้อมนํามาศึกษาทั้งโดยปริยัติและปฏิบัติอีก ผู้วิจัยจึงได้เสนอหลักการและวิธีการของขันติธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อเป็นองค์ ความรู้นําไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันโดย สันติของคนในสังคม ประเทศชาติแม้กระทั่งการมีสันติภาพของโลกโดยส่วนรวม และเมื่อ ศึกษาจนได้ข้อสรุปแล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อที่ผู้สนใจจะศึกษาค้นคว้า ในโอกาส และ นําไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดําเนินชีวิตต่อไป วัตถุประสงค ุประสงค์ในการวิจัย 1. เพื่อศึกษาหลักขันติธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2. เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักขันติธรรมเพื่อการเสริมสร้างสังคมสันติสุขใน สังคมไทยปัจจุบัน วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบศึกษาเชิงวิเคราะห์ (Analytical Study Research) โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสาร (Documentary Research) ซึ่งมีลําดับ ขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลชั้นปฐมภูมิจากเอกสาร เช่น พระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถาที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการจะศึกษา 2. ศึกษาข้อมูลชั้นทุติยภูมิจากเอกสารและรายงานการวิจัย เช่น ข้อเขียนที่เป็น ผลงานทางวิชาการของท่านผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนา 3. นําข้อมูลจากทั้งสองแหล่งข้างต้น มาวิเคราะห์แล้วนําเสนอในรูปการพรรณนา เชิงวิเคราะห์ (Analytical Description) ประกอบกับทรรศนะแนวความคิดเห็นของผู้วิจัย 4. สรุปผลของการศึกษาวิจัยและนําเสนอขอม้ ูลในรูปแบบพรรณนาต่อไป Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 17 หลักขันติธรรมในค ิธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ุทธศาสนาเถรวาท ความหมายของขันติธรรม ขันติคือ ความอดทน อดได้ทนได้เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอัน ชอบ เป็นกิริยาที่อดทนต่อโลภะความอยากได้ต่อโทสะความโกรธเคืองจนถึงความพยาบาท มุ่งร้ายต่อโมหะความหลงงมงายเมื่อได้ประสบกับอารมณ์ที่ยั่วให้เกิดความอยากได้อยาก ล้างผลาญ อยากเบียดเบียนก็อดทนไว้ไม่แสดงอาการตามอํานาจแห่งโลภะโทสะโมหะและ อดทนต่อทุกขเวทนา เย็น ร้อน เป็นต้น อันทําให้ลําบากอดทนตรากตรําประกอบการงาน ต่างๆ หรืออดทนต่อถ้อยคําที่มีผู้กล่าวชั่วไม่เป็นที่ชอบใจ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จ พระสังฆราช เจริญ สุวฑฺฒโณ, 2553; พระพรหมคุณาภรณ์ป.อ.ปยุตฺโต, 2551) สามารถ จําแนกขันติความอดทนได้ 4 กรณีดังนี้ 1) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อความลําบาก ตรากตรําทางกาย อันเกิดจาก ความร้อนความหนาวความหิวกระหายและความเหนื่อยล้า 2) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิดจากความเจ็บไข้ ได้ป่วย 4) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บใจ อันเกิดจากวาจาหยาบคาย เสียดสีคํากล่าวล่วงเกินให้เสียหาย 4) ขันติความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บใจ อันเกิดจากวาจาหยาบคาย เสียดสีคํากล่าวล่วงเกินให้เสียหาย จากการศึกษาความหมายของขันติขันตินับเป็นหลักธรรมสําคัญทั้งในระดับสามัญ แห่งการดํารงชีวิต อันจะส่งเสริมให้บุคคลดําเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข จนกระทั่งเป็น หลักธรรมสําคัญในการส่งเสริมคุณธรรมระดับสูงเพื่อการบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่ง พระพุทธศาสนา ความสําคัญของขันติธรรม เป้าหมายในการดํารงชีวิตของมนุษย์คือ การตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ ของมนุษย์เริ่มตั้งแต่ความต้องการทางร่างกายเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด ความต้องการทาง สังคมเพื่อความอบอุ่นและความต้องการทางใจ เพ่ือชีวิตที่สมบูรณ์ซึ่งการดําเนินชีวิตให้ บรรลุเป้าหมายไม่ว่าในระดับใด ล้วนต้องอาศัยคุณธรรมสําคัญที่จะส่งเสริมให้ประสบ ความสําเร็จดังเป้าประสงค์ขันตินับเป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญที่จะส่งผลให้สมประสงค์ในสิ่ง นั้นๆ สามารถพิจารณาได้ดังที่บุญมีแท่นแก้ว (2542) แสดงไว้ในหนังสือความจริงของชีวิต ดังนี้ 18 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) 1) ความต้องการทางชีววิทยาอันเป็นความต้องการทางร่างกายเป็นความต้องการ พื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์เช่นอาหารเครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค 2) ความต้องการทางสังคมเพราะโดยพื้นฐานมนุษย์เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่รวมกัน เพื่อความอบอุ่นใจเพอสงเคราะห์อนุเคราะห์กันทําให้มีการแต่งงานมีคู้ครองมีบุตรสืบสกุล 3) ความต้องการทางใจอันเป็นความต้องการที่ลึกซึ้งอยู่เบื้องหลังความต้องการ ด้านอื่นๆ เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายของชีวิตที่สําเร็จได้ด้วยอาศัยความอดทน ขันตินับเป็น คุณธรรมสําคัญที่บุคคลควรนํามาประพฤติเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม ทั้งทางกายภาพ ทางสังคม และทางจิตใจ รวมถึงใช้ความอดทนพยายามสร้างสิ่งสนับสนุนรอบข้างที่จะ เกื้อหนุนให้ตนเองดํารงชีวิตได้อย่างมีความสุข ขันติเป็นคุณธรรมสําคัญที่สามารถพิจารณาและนํามาใช้ได้ทั้งในแง่ที่เป็นคุณธรรม ด้วยเป็นคุณสมบัติประจําตัวของปัจเจกบุคคล เป็นคุณธรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนในการ ดํารงชีวิตของบุคคลให้ประสบกับสิ่งที่ดีงาม นอกจากนี้ขันติยังเป็นศีลธรรม เพราะการ ประพฤติขันติย่อมแสดงอาการอดทน อดกลั้นเพื่องดเว้นจากการเบียดเบียน งดเว้นจากการ ประพฤติชั่ว ทางกาย ทางวาจา ควบคุมกาย วาจาให้เรียบร้อย ผู้ประพฤติขันติจึงรักษาศีล รักษาความปกติเอาไว้ได้ขันติจึงมีลักษณะเป็นทั้งคุณธรรมและศีลธรรม ประเภทของขันติธรรม ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้จําแนกประเภทของขันติธรรมไว้อยู่ 4 ประเภท คือ 1. ความอดทนต่อความลําบาก หมายความว่า คนทํางานมากๆ แล้วได้รับความ ลําบากเหน็ดเหนื่อย หิวกระหาย หรือ ถูกแดด ลมฝนกระทบ ย่อมได้รับความลําบาก นานับประการ คนที่ไม่มีขันติเมื่อเผชิญกับความลําบากตรากตรํา มักจะทอดทิ้งการงาน เสีย เป็นคนมือบาง เท้าบาง ทําอะไรทิ้งๆ ขว้างๆ แต่ผู้มีขันติย่อมอดทนต่อสิ่งเหล่านี้กัดฟัน ทนทํางานของตนให้สําเร็จ 2. ความอดทนต่อทุกขเวทนา หมายความว่า ทนต่อทุกขเวทนาอันเกิดจากการ เจ็บไข้ได้ป่วย คนที่ขาดขันติเมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วย มักจะแสดงมารยาทอันไม่สมควร ออกมา เช่น เจ็บปวดไม่พอจะร้องก็ร้อง ไม่พอจะครางก็คราง มีอาการกระบิดกระบอน เป็นคนเจ้ามายา โทโสโมโหง่าย บางคนอ้างความเจ็บป่วยเป็นเลิศ กระทําความชั่วต่างๆ ก็มี แต่ผู้มีขันติย่อมรู้จักอดกลั้นทนทานไม่ปล่อยตัวให้เสีย หรือตกไปในทางชั่วดังกล่าวนั้น 3. ความอดทนต่อความเจ็บใจ หมายความว่า เมื่อถูกผู้อื่นกระทําล่วงเกินให้เป็นที่ ขัดใจ เช่น ถูกด่าว่า หรือสบประมาท ผู้ขาดขันติย่อมเดือดดาลแล้วทําร้ายตอบ ด้วยการ Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 19 กระทําอันร้ายแรงเกินเหตุ เช่น เหน็บแนมด้วยวาจาหยาบคายหรือก่อความวิวาท สร้างเวร กรรมไม่สิ้นสุด เป็นทางนํามาซึ่งความหายนะแก่ตัวและครอบครัว แต่ผู้มีขันติย่อมรู้จัก อดทนสอนใจตัวเองหาวิธีแก้ไขให้เรียบร้อยเป็นผลดีด้วยความสงบ 4. ความอดทนต่ออํานาจกิเลส หมายความว่า ความอดทนต่อความเจ็บใจในข้อ 3 นั้น เป็นความอดทนต่ออารมณ์ข้างฝ่ายเพลิดเพลิน เช่น ความสนุก การเที่ยวเตร่การได้ ผลประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร เป็นต้น การประย การประยุกตใช์ ใช์ ้หลักขันตธรรมเพ ิ ธรรมเพ ิ ื่อการเสร ื่อการเสริมสร้างสังคมสันติสขในส ุ ขในส ุ ังคมไทย ังคมไทย ปัจจุบัน ผู้วิจัยได้ศึกษาประเด็นขันติธรรมกับการเสรมสร ิ ้างบุคลิกภาพ การประยุกต์ใช้หลัก ขันติธรรมเพื่อเสริมสร้างสังคมสันติสุข โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. หลักขันติธรรมกับการดําเนินชีวิตครอบครัว การประยุกต์หลักขันติธรรมใช้ในครอบครัวนั้น ควรยึดหลักประกัน 5 ประการของ เบญจศีล-เบญจธรรม คือ หลักประกันประการที่ 1 : ต่างฝ่ายต่างมีขันติธรรมไม่สร้างความโหดร้ายรุนแรงขึ้น ในจิตของกันและกันโดยการตั้งจิตไว้ในความเมตตากรุณา มีความรักใคร่ปรารถนาดีและ สงสารเห็นใจอีกฝ่ายเสมอในฐานะที่ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันเสมือนลงเรือลาเดียวกันแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาการใช้กาลังข่มเหงทําร้ายร่างกายกันซึ่งมีผลเป็นความเป็นความบาดเจ็บ ทั้งร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะสามีต้องให้หลักประกันแก่ภรรยาให้มาก หลักประกันประการที่ 2 : ต่างฝ่ายต้องขันติธรรม ไม่เป็นคนมือไวเห็นแก่ได้จน สร้างความระแวงสงสัยให้แก่กันและกัน เพื่อเป็นหลักประกันด้านทรัพย์สินภายใน ครอบครัว ดังมีสามีภรรยาบางคู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องซ่อนค่าใช้จ่ายต่างๆ ไว้เพื่อไม่ให้อีก ฝ่ายนําไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย อาทินําไปเล่นการพนันจัดเป็นการขาดหลักประกันทางด้าน เศรษฐกิจ หรือขาดความปลอดภัยทางทรัพย์สิน และขาดความเชื่อใจกัน หลักประกันประการที่ 3 : ต่างฝ่ายต่างต้องมีขันติธรรมไม่ใจเร็วด่วนได้ตั้งตนไว้ใน ความพอดีในเรื่องกามคุณ มีความสันโดษยินดีพอใจเฉพาะในคู่ครองของตนโดยไม่คิด นอกใจ ไม่เหลาะแหละจึงจะเป็นหลักประกันในเรื่องความรักในคู่ครองได้ซึ่งนับเป็นความ ปลอดภัยของครอบครัว เพราะการเป็นต้นแบบที่ไม่เจ้าชู้ให้แก่ลูกหลานด้วย หลักประกันประการที่ 4 : ต่างฝ่ายต่างต้องมีขันติธรรมไม่พูดปดมดเท็จต่อกัน เป็น การสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจกันด้วยหลักแห่งความสัตย์เป็นหลักประกันแห่งความ 20 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) ซื่อสัตย์ตรงต่อกัน มิเช่นนั้น คนที่รักกันมานาน หากได้รู้ในภายหลังว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ซื่อสัตย์ ต่อกัน ก็จะเปลี่ยนจากรักเป็นแค้นแทน จนถึงแก่ทําร้ายหรือทําลายกันในที่สุด หลักประกันประการที่ 5 : ต่างฝ่ายต่างต้องมีหลักขันติธรรมไม่สร้างเหตุความลุ่ม หลง ขาดสติโดยใช้สิ่งเสพติดมึนเมาเป็นเครื่องย้อมใจให้เกิดความฮึกเหิมต้องใช้หลักการ ประคับประครองตนด้วยสติสัมปชัญญะ เพื่อเป็นหลักประกันแห่งความไม่ประมาทและที่ สําคัญที่ต้องตระหนักอย่างแรงกล้า เพราะเป็นทางนํามาของความล่มสลายทางเศรษฐกิจ ทั้งในครอบครัว ชุมชนสังคมและประเทศชาติ 2. หลักขันติธรรมกับการประกอบอาชีพ การประกอบอาชีพควรยึดหลักขันติธรรมโดยประกอบสัมมาอาชีวะ เป็น แนวทางที่นําไปสู่ความสุขสงบภายใน เป็นการดําเนินชีวิตตามหลักสัมมาอาชีวะ โดยยึด หลักการดังต่อไปนี้ 1) มีขันติธรรมไม่โลภอยากได้ทรัพย์คนอื่นเลี้ยงชีพ พระพุทธศาสนาเรียกภาวะ ทางจิตใจนี้ว่า อนภิชชา เป็นสภาพจิตที่สามารถควบคุมความโลภไว้ได้คือไม่โลภอยากได้ ของๆ คนอื่นในทางที่ไม่ชอบไม่ควร คิดเลี้ยงชีพวางแผนดําเนินชีวิตในแนวทางที่ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย ศีลธรรม จนสามารถพัฒนาจิตของตนให้มีความพร้อมที่จะเสียสละ บริจาคสงเคราะห์คนทั้งหลายด้วยความเมตตา กรุณา มีอัธยาศัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อม อารีต่อคนทั้งหลายเรียกว่า เป็นคนมีน้ําใจงาม 2) มีขันติธรรมไม่คิดเบียดเบียนคนอื่นเลี้ยงชีพ เป็นการควบคุมสภาพจิตใจต่อ ความพยาบาท ปองร้าย ผู้อื่นเพื่อหวังเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ให้มีจิตเมตตา คิดเอื้อเฟื้อ ประโยชน์แก่ผู้อื่น อันจะนําไปสู่การแสวงหาประโยชน์ที่ถูกต้องเหมาะสม และไม่ส่งผล กระทบต่อผู้อื่นให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย 3) มีขันติธรรมไม่คิดเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเลี้ยงชีพ คือเว้นจากการคิดหา โอกาสเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์จากบุคคลอื่นเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง การคิดเอารัดเอา เปรียบคนอื่นเลี้ยงชีวิตจัดเป็นความเห็นแก่ตัวและเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้องในการดําเนิน ชีวิต ซึ่งขัดต่อหลักสัมมาอาชีวะ หลักการประกอบอาชีพตามหลักขันติธรรม คือการประกอบสัมมาอาชีวะ ด้วย การเลี้ยงชีพชอบทางกาย ทางวาจาและทางใจอย่างมีความอดทนดําเนินชีวิตตามหลักกุศล กรรมบถนั้นเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งการดําเนินชีวิตสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งเป็นหลักการของสัมมาอาชีวะในทางพระพุทธศาสนา Journal of MCU Buddhapanya Review Vol. 1 No. 1 (January - April 2016) 21 สรุป วิกฤติความขัดแย้งในสังคมไทยนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน สามารถนํามาประมวล ผลรวมของสาเหตุทั้งได้สองอย่างคือความขัดขัดแย้งที่เกิดจากภายนอกและความขัดแย้งที่ เกิดจากภายในซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อจิตภาพ คือสุขภาพจิตของมนุษย์เพราะว่าจิตของ มนุษย์นั้นได้ประสบกับการสูญเสีย “ดุลยภาพ ” อันเป็นการสูญเสียความสมดุล เนื่องจาก สถานการณ์ของความขัดแย้งในบางมิตินั้นได้ส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพจิต และยังส่งผลเสียไป ยังระบบต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย ในทัศนะของพระพุทธศาสนา หลักขันติธรรม คือ ความ อดทนอดกลั้นให้มาก เพราะเราไม่ได้อยู่เพียงลําพังคนเดียว ต้องมีการติดต่อสื่อสาร เกี่ยวข้องกับคนรอบข้าง และผู้คนอีกมากมายในสังคม พบปะสิ่งของที่ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจ บ้าง ถ้าปราศจากความอดทนเสียแล้ว คุณงามความดีต่างๆที่เราได้สั่งสมไว้อาจจะพังทลาย ลงได้เพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบ ที่เกิดจากการขาดความยั้งคิด ขาดความอดทน ไม่ได้ พิจารณาไตร่ตรองให้ดีผลที่เกิดแต่การมีขันติธรรมนั้น ทําให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้มี ความสุขในสังคมร่วมกัน ขันติธรรมมีส่วนสําคัญอย่างมากในการสร้างเสริมบุคลิกภาพ คือ บุคลิกภาพที่เป็น ลักษณะที่ปรากฏภายนอกได้แก่สภาพนิสัยจําเพาะ หรือลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลหนึ่ง ที่ แสดงออกมาในรูปพฤติกรรม ทางกาย วาจา ต่อบุคคลอื่น หรือต่อสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป ของบุคคลนั้น และบุคลิกภาพที่เป็นลักษณะที่ปรากฏภายใน ได้แก่สภาพลักษณะนิสัย การ พัฒนาบุคลิกภาพ หมายถึง การปรับปรุงบุคลิกภาพที่เป็นลักษณะที่ปรากฏภายนอก และ บุคลิกภาพที่เป็นลักษณะภายใน ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เหมาะสม ส่วนการประยุกต์ หลักขันติธรรมใช้ในครอบครัวนั้น ควรยึดหลักของเบญจศีล-เบญจธรรม ที่ประกอบด้วย หลักประกันร่างกาย หลักประกันทรัพย์สิน หลักประกันครอบครัว หลักประกันสังคม และ หลักประกันตนเอ เมื่อนําหลักขันติธรรมมาเสริมสร้างครอบครัวโดยยึดหลักเบญจศีล เบญจ ธรรมจะทําให้ครอบครัวมีความสุขในที่สุด หลักการประกอบอาชีพตามหลักขันติธรรม คือ การประกอบสัมมาอาชีวะ ด้วยการเลี้ยงชีพชอบทางกาย ทางวาจาและทางใจอย่างมีความ อดทนดําเนินชีวิตตามหลักกุศลกรรมบถนั้นเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งการดําเนินชีวิตสุจริต ทางกาย ทางวาจา และทางใจ 22 วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบบทั ี่ 1 (มกราคม - เมษายน 2559) เอกสารอ เอกสารอ้างอิง ิง : References บุญมี แท่นแก้ว. (2542). ความจริงของชีวิต. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์. Tankeaw, B. (1999). The Truth of Life. Bangkok: Odienstore. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ป ยุตฺโต). (2549). ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์สวย. Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2006). The Characteristics of Buddhism. Bangkok: Pimseuy. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 16). กรุงเทพมหานคร: เอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์. Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2008). Dictionary of Buddhist. (16th ed.). Bangkok: S.R.Printing Mass Product. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tipitakas. Bangkok: MCU Press. สมภาร พรมทา. (2548). พุทธปรัชญา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : ศยาม. Promta, S. (2005). Buddhist Philosophy. (2nd ed.). Bangkok: Sayam. (สมาชิกหมายเลข 3210706 ) วันที่: 28 มีนาคม 2565 เวลา:14:44:18 น.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รายละเอียดของรายวิชา (มคอ.๓) รายวิชา ๔๐๘ ๓๐๒ กฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ชื่อสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา วิทยาเขตขอนแก่น /คณะสังคมศาสตร์/ รัฐศาสตร์ หมวดที่ ๑ ข้อมูลโดยทั่วไป ๑. รหัสและชื่อรายวิชา ๔๐๘ ๓๐๒ กฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ (Rerated Law For Sangha ) ๒. จำนวนหน่วยกิต ๒ หน่วยกิต (๒-๐-๔) ๓. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา นิติศาสตรบัณฑิต หมวดวิชานิติศาสตร์ ๔. อาจารย์ผู้รับผิดหลักสูตร, อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา และอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร พระครูปริยัติสารการ, ดร. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา ดร. วิศร์ อัครสันตติกุล อาจารย์ผู้สอน ดร. วิศร์ อัครสันตติกุล ป.ธ.๙,นบ.,กศ.ม. นม, Ph.D. ๕. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน ภาคการศึกษาที่ ๒ /๒๕๖๑ ชั้นปีที่ ๑ ๖. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) (ถ้ามี) ไม่มี ๗. รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ามี) ไม่มี ๘. ทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ไม่ได้กำหนดการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในรายวิชานี้ ๙. สถานที่เรียน ห้อง ๑๑๐ ชั้น ๑ อาคารเรียน ๑๐๐ ปี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ๑๐. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ หมวดที่ ๒ จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ ๑. จุดมุ่งหมายของรายวิชา - มุ่งให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ที่เป็นทั้งกฎหมายของพระสงฆ์โดยตรงและกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและอาคาร เป็นต้น - มุ่งให้นิสิตสามารถอธิบายกฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ไทยเพื่อนำไปใช้กับการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ - มุ่งให้นิสิตสามารถวิเคราะห์พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องไปใช้ในการบริหารได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ - มุ่งส่งเสริมและเผยแผ่การจัดองค์กร และการพัฒนาบุคลากรในสถาบันสงฆ์ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่พึงประสงค์ - มุ่งให้นิสิตสามารถนำหลักคุณธรรมและจริยธรรมประยุกต์หลักการปกครอง การบริหารจัดการ องค์กรคณะสงฆ์ไปปลูกฝังสู่ความเป็นนักปกครองที่ดีได้ ๒. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา เพื่อให้นิสิตมีความรู้พื้นฐาน เป็นการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาในการนำความรู้ ความเข้าใจ ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ไปประยุกต์ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม เพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนในวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ควรมีการเปลี่ยนแปลงตัวอย่างอ้างอิง ให้สอดคล้องกับการบริหารคณะสงฆ์ได้มีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หมวดที่ ๓ ลักษณะและการดำเนินการ ๑. คำอธิบายรายวิชา ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ กฎหมายพระสงฆ์ กฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน การครอบครองปรปักษ์ การทำนิติกรรมสัญญา การเช่าที่ดินและอาการของวัด การเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย พระสงฆ์กับมรดก การเป็นโจทก์ จำเลย แลพยานในศาล และศึกษากรณีตัวอย่างคดีที่ศาลตัดสินแล้วอันเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่พระสงฆ์ควรทราบ ๒. จำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา บรรยาย สอนเสริม การฝึกปฏิบัติ/งานภาคสนาม/การฝึกงาน การศึกษาด้วยตนเอง บรรยาย ๓๐ ชั่วโมงต่อภาคการศึกษา สอนเสริมตามความต้องการของนิสิตเฉพาะราย ไม่มีการฝึกปฏิบัติงานภาคสนาม การศึกษาด้วยตนเอง ๔ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๓. จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่อาจารย์ให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นิสิตเป็นรายบุคคล - อาจารย์ประจำวิชาหรืออาจารย์ผู้สอนให้คำปรึกษาผ่านโปรแกรมโทรศัพท์มือถือ (Line, Messenger, Facebook) - มุมแนะแนว ห้องบริหารงานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต อาคาร ๑๐๐ ปี ชั้น ๒ - อาจารย์ประจำวิชาหรืออาจารย์ผู้สอน จัดเวลาให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มตามความต้องการ ๒ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทุกวันพุธ เวลา ๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. ณ ห้องบริหารงานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต อาคารเรียน ๑๐๐ ปี ชั้น ๒ (เฉพาะรายที่ต้องการ) หมวดที่ ๔ การพัฒนาการเรียนรู้ของนิสิต ๔.๑ การพัฒนาคุณลักษณะพิเศษของนิสิต คุณลักษณะพิเศษ กลยุทธ์หรือกิจกรรมของนิสิต ด้านบุคลิกภาพ มีการสอดแทรกเรื่องการสำรวมในสมณภาวะ การครองจีวรหรือการแต่งกาย การเข้าสังคมและศาสนพิธี เทคนิคการเจรจา สื่อสาร การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และการวางตัวในการทำงานในบางรายวิชาที่เกี่ยวข้อง และในกิจกรรมปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ด้านภาวะผู้นำ และความรับผิดชอบตลอดจนวินัยในตนเอง - กำหนดให้มีรายวิชาซึ่งนิสิตต้องทำงานเป็นกลุ่มและมีการกำหนดหัวหน้ากลุ่มในการทำรายงานตลอดจน กำหนดให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการนำเสนอรายงานเพื่อเป็นการฝึกให้นิสิตได้สร้างภาวะผู้นำและการเป็นสมาชิกกลุ่มที่ดี - มีกิจกรรมนิสิตที่มอบหมายให้นิสิตหมุนเวียนกันเป็นหัวหน้าในการดำเนินกิจกรรมเพื่อฝึกให้นิสิตมีความรับผิดชอบ - มีกติกาที่จะสร้างวินัยในตนเอง เช่น การเข้าเรียนตรงเวลาเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน เสริมสร้างความกล้าในการแสดงความคิดเห็น ทักษะ IT การนำเสนอรายงานในชั้นเรียน กำหนดให้นิสิตนำเสนอรายงานโดยใช้ Power Point หรือการตัดต่อ VDO สั้นๆ ๕-๗ นาที นำเสนอหน้าชั้นและโพสต์ลงใน You Tube หรือ Facebook เพื่อเพิ่มทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิเคราะห์ประมวลผลทางสถิติ จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ มีการให้ความรู้แก่นิสิตในการนำเอาความรู้ทางด้านกฎหมายไปใช้ในการทำงานที่จะทำให้นิสิตอยู่ร่วมกับคนอื่นและคนในสังคมได้ ๔.๒ การพัฒนาการเรียนรู้ในแต่ละด้าน (จาก มคอ.๒ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) ๑. คุณธรรม จริยธรรม ๒. ความรู้ ๓. ทักษะทางปัญญา ๔. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๕. ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓                     ๔.๒.๑ คุณธรรม จริยธรรม ผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบหลัก ๑. เคารพสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นคนและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ๒. มีจิตสาธารณะและเสียสละเพื่อส่วนรวม ๓. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมชาติศาสนา ความรับผิดชอบรอง ๑. เห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ๑) บรรยายพร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์และการบริหารคณะสงฆ์ไทย ๒) อภิปรายกลุ่ม ๓) กำหนดให้นิสิตหาตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ๔) บทบาทสมมติ ๑) การเข้าเรียน และการส่งงานที่ได้รับมอบหมายตามเนื้อหาที่มอบให้และตรงเวลา ๒) มีการอ้างอิงเอกสารที่ได้นำมาทำรายงาน อย่างถูกต้องและเหมาะสม ๓) ประเมินผลการวิเคราะห์กรณีศึกษา ๔) ประเมินผลการนำเสนอรายงานที่มอบหมาย ๔.๒.๒ ความรู้ ผลการเรียนรู้ด้านความรู้ กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านความรู้ กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านความรู้ ความรับผิดชอบหลัก ๑. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎี และเนื้อหา ๒. สามารถนำความรู้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้ ความรับผิดชอบรอง ๑. ใช้ความรู้มาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล ๒. มีความรอบรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทั้งของไทยและของโลก ๕. รู้จักแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ๑) บรรยาย อภิปราย ๒) การทำงานกลุ่มหรือการทำงานและนำเสนอใบงานเดี่ยว ๓) การวิเคราะห์กรณีศึกษา และมอบหมายให้ค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์ไทยตามเนื้อหาของแต่ละบทโดยสรุปและนำเสนอเป็นใบงาน ๔) เน้นการศึกษาโดยใช้บททดสอบ ๕) เน้นการศึกษาโดยใช้ปัญหา และโครงงาน (Problem base learning) ๖) เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ (Student Center) ๑) ทดสอบย่อย สอบกลางภาค สอบปลายภาค ด้วยข้อสอบที่เน้นทั้งด้านศักยภาพและสมรรถภาพ ๒) สมุดบันทึก ๓) รายงาน/ใบงาน ๔) การสังเกตพฤติกรรม ๕) ประเมินการนำเสนอสรุปการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ๔.๒.๓ ทักษะทางปัญญา ผลการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา ความรับผิดชอบหลัก ๑. สามารถค้นหาข้อมูลทำความเข้าใจและประเมินข้อมูลจากหลักฐาน ๓. สามารถประยุกต์ความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบรอง ๑. สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล ๑) การบรรยาย/อภิปรายเชิงวิชาการ ๒) การมอบหมายงานให้นิสิตศึกษาค้นคว้าข้อมูลและนำเสนอผลการศึกษา ๓) การให้นิสิตศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ จนเกิดทักษะสามารถนำไปถ่ายทอดได้ ๔) การสะท้อนแนวคิดจากการประพฤติ ๑) ประเมินจากผลงานและการของผู้เรียนที่เกิดจากการใช้กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจารณ์ และนำเสนออย่างเป็นระบบ ๒) ประเมินผลจากการทดสอบย่อย การสอบกลางภาค และการสอบปลายภาค โดยเน้นข้อสอบที่แสดงถึงทักษะทางปัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๔.๒.๔ ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ผลการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบหลัก ๑. เป็นสมาชิกที่ดีของกลุ่มทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตาม ๒. มีมนุษยสัมพันธ์รู้จักควบคุมอารมณ์และยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ความรับผิดชอบรอง ๑. สามารถทำงานเป็นทีม ๒. รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ๑) จัดกิจกรรมกลุ่มภายในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพื่อการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ๒) มอบหมายงานเป็นรายบุคคลหรือกลุ่ม หรืออ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา ๓) การนำเสนอหรือส่งใบงาน/รายงานที่ได้ศึกษาค้นคว้า ๑) ประเมินตนเอง และเพื่อน ด้วยแบบฟอร์มที่กำหนด ๒) รายงานที่นำเสนอ พฤติกรรมการทำงานเป็นทีม ๓) รายงานการศึกษาด้วยตนเอง ๔) ประเมินผลจากการทดสอบย่อย การสอบกลางภาค และการสอบปลายภาค ๔.๒.๕ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการเรียนรู้ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ความรับผิดชอบหลัก ๑. ใช้ทักษะวิเคราะห์เชิงตัวเลขได้ ความรับผิดชอบรอง ๒. ใช้ภาษาในการติดต่อสื่อความหมายได้ดีทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ๓. มีทักษะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างเหมาะสม ๑) อภิปราย ๒) มอบหมายงานให้นิสิตศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จาก website สื่อการสอน e-learning ๓) ทำรายงาน โดยเน้นการนำตัวเลข หรือมีสถิติอ้างอิงจากแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ๔) นำเสนอ/ส่งใบงานหรือรายงานโดยใช้รูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ๑) การจัดทำรายงาน และนำเสนอด้วยสื่อเทคโนโลยี ๒) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน อาทิเช่น การอภิปรายและวิธีการอภิปราย หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมินผล ๑. แผนการสอน สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จำนวนชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อที่ใช้ (ถ้ามี) ผู้สอน ๑ - แนะนำรายวิชาและแผนการสอน ชี้แจงแนวสังเขปและรายละเอียดประจำวิชา เกณฑ์การศึกษาตามระเบียบของมหาวิทยาลัย, การวัดผลและประเมินผล - เกริ่นนำรายละเอียดเนื้อหาสาระในแต่ละบทเรียนทั้ง ๗ บท เกี่ยวกับรายวิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๒ - แนะนำ ชี้แจง อธิบายรายวิชา แผนการสอน และเอกสารประกอบการเรียนการสอน - แนะนำวัตถุประสงค์ประจำบท - แนะวิธีการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ หรือแหล่งค้นคว้าข้อมูลการทำเอกสารสำหรับการนำเสนอ -การบรรยายประกอบสื่อ - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นที่ศึกษาในห้องเรียน ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๒ บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๑.๑ ความนำ ๑.๒ ความหมายของกฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ๑.๓ ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ๑.๔ กฎหมายที่พระสงฆ์ควรรู้ ๑.๕ คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๓ บทที่ ๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ (ต่อ) ๑.๔ กฎหมายคณะสงฆ์ไทย ๑.๕ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์โดยตรง คือ พระวินัย พระพุทธเจ้าทรงบัญํติ และ พรบ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๔ บทที่ ๓ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และฉับับที่แก้ไขเพิ่มเติม(ต่อ) ๒.๑เพื่อให้นิสิตได้เห็นสาระสำคัญและข้อแตกต่างของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในลักษณะต่าง ๆ ๒.๒ เพื่อศึกษาเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ซึ่งควรต้องนำไปประพฤติปฏิบัติ ๒.๓ สรุปท้ายบท ๒.๔ คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นที่ทำใบงาน - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๕ บทที่ ๔ พรบ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕(ต่อ) ๓.๑ กรณีที่พระสงฆ์ต้องหาคดีอาญา ตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ๓.๒ แนวทางการแก้ไขปัญหา สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning - ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๖ บทที่ ๕ กฎมหาเถรสมาคมและกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๓.๑ การแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาส ๓.๒ การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ ๓.๓ การแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๗ บทที่ ๖ กฎหมายเกี่ยวที่ดิน ๔.๑ ความหมายและความสำคัญ ๔.๒ ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ๔.๒ ที่ดินหลวง ๔.๓ ที่ดินในทางศาสนา ๔.๔ การเช่าที่ดินและอาคารของวัด สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๘ บทที่ ๗ การครอบครองปรปักษ์ ๗.๑ หลักกฎหมายที่สำคัญในการครอบครองปาปักษ์ ๗.๒ บุคคลภายนอกสามารถที่จะครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของวัดได้หรือไม่ ๗.๓ วัดสามารถที่จะครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของบุคคลอื่นได้หรือไม่ สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๙ สอบกลางภาค ๒ สอบแบบอัตนัย ๑๐ บทที่ ๘ การทำนิติกรรมสัญญา ๘.๑ หลักสำคัญในการทำนิติกรรมสัญญา ๘.๒ รูปแบการทำนิติกรรมสัญญา ๘.๓ วัดทำนิติกรรมสัญญากับบุคคลภายนอก สรุปท้ายหัวข้อ คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๑ บทที่ ๙ การเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ๙.๑ ความหมายและสาระสำคัญ ๙.๒ การเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๒ บทที่ ๑๐ พระสงฆ์กับมรดก ๑๐.๑ ความหมายและสาระสำคัญ ๑๐.๒ ป.พ.พ. ว่าด้วยมรดก ๑๐.๓ กฎหมายเรื่องมรดกที่เกี่ยวข้องกับพระสง์ ๑๐.๔ พระสงฆ์สามารถรับมรดกได้อย่างไรบ้าง สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๓ บทที่ ๑๑ การเป็นโจทก์ จำเลย และพยานในศาล ๑๑.๑ การเป็นโจทก์ ๑๑.๒ การเป็นจำเลย ๑๑.๓ การเป็นพยานในศาล ๑๒.๔ ข้อยกเว้นในเรื่องการให้ถ้อยคำหรือการที่ไม่ต้องไปศาลก็ได้ สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๔ บทที่ ๑๒ กรณีตัวอย่างคดีที่ศาลตัดสินแล้วอันเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๑๒.๑ กรณีที่พระสงฆ์ต้องหาคดีอาญา ๑๒.๒ กรณีการครอบครองปรปักษ์ ๑๒.๓ กรณีการรับมรดก ๑๒.๔ กรณีการเป็นโจทก์ จำเลย และพยานในศาล ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๕ บทที่ ๑๓ กรณีตัวอย่างคดีที่ศาลตัดสินแล้วอันเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ (ต่อ) ๑๓.๑ กรณีการเช่าที่ดินและอาคารของวัด ๑๓.๒ การทำนิติกรรมและสัญญา สรุปท้ายบท คำถามท้ายบท ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๖ ประมวล/สรุปองค์ความรู้ประจำรายวิชา ๒ - บรรยาย ยกตัวอย่างประกอบ อภิปรายจากกรณีศึกษา - การเรียนการสอนแบบ e-Learning -ถาม-ตอบประเด็นประจำบท - อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น -กิจกรรมประจำสัปดาห์ - มอบหมายงานค้นคว้าและฝึกปฏิบัติทำใบงานส่งตามวัตถุประสงค์ประจำบท ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ๑๗ สอบปลายภาค ๒ ๒. แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ที่ มาตรฐานการเรียนรู้ วิธีการประเมินผล สัปดาห์ที่ประเมิน สัดส่วนของการประเมินผล ๑ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ข้อ ๑.๑, ๑.๒, ๑.๕ - สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน - ประเมินผลงานจากการทำใบงานเดี่ยวหรือรายงานกลุ่ม/เข้าชั้นเรียน ตลอดภาคการศึกษา ๑๐ % ๒ ด้านความรู้ ข้อ ๒.๑, ๒.๓ - การตอบคำถามในชั้นเรียน - การสอบกลางภาค/กิจกรรม ๑-๘, ๑๐-๑๖ ๙ ๑๐ % ๓ ด้านทักษะทางปัญญา ข้อ ๓.๑, ๓.๓ การสอบปรนัย ปลายภาค ๑๗ ๖๐ % ๔ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ข้อ ๔.๒, ๔.๓ - การสังเกตพฤติกรรมจากการทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อน/การมีส่วนร่วม - การนำเสนอรายงาน/อภิปราย เสนอความคิดเห็น - การทำงานกลุ่มหรือใบงานเดี่ยว (อัตนัย/ปรนัย) - การส่งงานตามที่มอบหมาย ตลอดภาคการศึกษา ๑๐ % ๕ ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อ ๕.๑ - การนำเสนองานหน้าชั้นเรียนหรือใช้สื่อเทคโนโลยีนำเสนองานผ่านสื่อ VDO ตลอดภาคการศึกษา ๑๐ % หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน ๑. เอกสารและตำราหลัก การคณะสงฆ์ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ มหามกุฏราชวิทยาลัย จัดพิมฺพ์ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗. คำบรรยายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยนายโชติ ทองประยูร, พ.ศ. คำบรรยายกฎหมายคณะสงฆ์ โดย อาจารย์ ปลื้ม โชติษฐยางกูร ,มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิยาลัย จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ๒. เอกสารและข้อมูลสำคัญ ไม่มี ๖.๓ เอกสารและข้อมูลแนะนำ กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วยพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ และคำสั่งของคณะสงฆ์. กรุงเทพฯ: การศาสนา. ๒๕๔๒. พีรพล กนกวลัย. คู่มือพระสังฆาธิการ. กรุงเทพฯ :สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๔๘. สัมพันธ์ เสริมชีพ. “คู่มือพระสงฆ์ไทย” เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่. กรุงเทพฯ: ๒๕๔๓. หมวดที่ ๗ การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา ๑. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนิสิต การประเมินประสิทธิผลในรายวิชานี้ ได้รับการประเมินผลจากนิสิต โดยมีผลการประเมินความสอดคล้องตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ แยกเป็นรายด้านได้ดังนี้ ๑.๑ ด้านเนื้อหาวิชา ๑) มีการแจ้งให้นิสิตทราบเกี่ยวกับคำอธิบายรายวิชา ขอบข่ายเนื้อหารายวิชา แผนการสอน ๒) การจัดลำดับเนื้อหาเป็นไปอย่างมีระบบและขั้นตอนชัดเจน ๓) ได้รับความรู้ในรายวิชานี้ครบถ้วนตามแผนการสอน ๔) สอนเนื้อหารายวิชาให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ปัจจุบัน ๕) นำเสนอประเด็นใหม่ๆ ที่ทันสมัยในกรอบเนื้อหารายวิชา ๑.๒ ด้านการจัดการเรียนการสอน ๑) มีการใช้สื่อการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมและหลากหลายทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ๒) ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ๓) ให้ข้อมูลและชี้แนะแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ๔) จัดเนื้อหาและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน ๕) มีการสอดแทรกเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมที่มีสารประโยชน์ในกิจกรรมการเรียนการสอน ๖) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เสนอความคิดเห็นในการเรียนการสอน ๗) มีการวัดผลและประเมินผลหลายรูปแบบ ๑.๓ ด้านคุณธรรมจริยธรรมของอาจารย์ ๑) มีความเมตตา กรุณา ปราศจากอคติต่อผู้เรียน ๒) มีความอดทนต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้เรียนในขณะทำการเรียนการสอน ๓) ปฏิบัติตนให้เป็นที่เคารพนับถือทั้งในและนอกเวลาปฏิบัติงานสอน ๔) มีเวลาให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน ตรงต่อเวลาและอุทิศตนให้กับการสอนเต็มที่ ๒. กลยุทธ์การประเมินการสอน ในการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการสอน ได้มีกลยุทธ์ ดังนี้ - การสังเกตการณ์สอนของผู้ร่วมทีมการสอน - ผลการสอบ - การทวนสอบผลประเมินการเรียนรู้ - แบบประเมินผู้สอน และแบบประเมินรายวิชา - ขอเสนอแนะผ่านเวบบอร์ด ที่อาจารย์ผู้สอนได้จัดทำเป็นช่องทางการสื่อสารกับนิสิต ๓. การปรับปรุงการสอน หลังจากผลการประเมินการสอนในข้อ ๒ จึงมีการปรับปรุงการสอน โดยการจัดกิจกรรมในการระดมสมอง และหาข้อมูลเพิ่มเติมในการปรับปรุงการสอน ดังนี้ - สัมมนาการจัดการเรียนการสอน - การวิจัยในและนอกชั้นเรียน ๔. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสิตในรายวิชา ในระหว่างกระบวนการสอนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ในรายหัวข้อ ตามที่คาดหวังจากการเรียนรู้ในวิชา ได้จาก การสอบถามนิสิต หรือการสุ่มตรวจผลงานของนิสิต รวมถึงพิจารณาจากผลการทดสอบย่อย และหลังการออกผลการเรียนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยรวมในวิชาได้ดังนี้ - การทวนสอบการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสิตโดยอาจารย์อื่น หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำหลักสูตร - มีการตั้งคณะกรรมการในสาขาวิชา ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนิสิต โดยตรวจสอบข้อสอบ รายงาน วิธีการให้คะแนนสอบ และการให้คะแนนพฤติกรรม ๕. การดำเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธิ์ประสิทธิผลรายวิชา ได้มีการวางแผนการปรับปรุงการสอน และรายละเอียดวิชา เพื่อให้เกิดคุณภาพมากขึ้น ดังนี้ - ปรับปรุงรายวิชาทุก ๓ ปี หรือตามข้อเสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ตามข้อ ๔ - เปลี่ยนหรือสลับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้นิสิตมีมุมมองในเรื่องการประยุกต์ความรู้นี้กับปัญหาที่มาจากงานวิจัยของอาจารย์หรือแนวคิดใหม่ๆ ชื่ออาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา/อาจารย์ผู้บรรยาย ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ลงชื่อ _______________________________ วันที่รายงาน _____________________ ชื่ออาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร พระครูปริยัติสารการ, ดร. ลงชื่อ _______________________________ วันที่รับรายงาน _____________________